Archive for the ‘โรคและแมลง’ Category

โรคแคงเกอร์ในมะนาว โรคกุ้งแห้งในพริก ราเขียวราดำในเห็ด ต้องยกให้ “ไบโอเซ็นเซอร์”

May 15, 2016

โรคแคงเกอร์ในมะนาว โรคกุ้งแห้งในพริก ราเขียวราดำในเห็ด ต้องยกให้ “ไบโอเซ็นเซอร์”

ปัญหาเกี่ยวกับโรคแคงเกอร์ในพืชตระกูลส้ม มะนาว มะกรูด ฯลฯ ซึ่งสาเหตุนั้นเกิดมาจากเชื้อแบคทีเรีย…นะครับ ไม่ใช่เชื้อราคุณๆต้องศึกษารายละเอียดให้ดีนะครับ มิฉะนั้นเราไปใช้ยาฆ่าเชื้อรามาปราบก็ทำให้เสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ไม่ได้ผล

โรคแคงเกอร์ (Citrus Canker) เป็นโรคที่พบมากที่สุดก็คือในพืชตระกูลส้มดังที่ได้กล่าวไปแล้ว โรคนี้มักพบที่ใบจะมีรอยโรคเป็นจุดสีน้ำตาล และอาจเกิดแผลที่ใบอาจมีรอยแตกร้าว นอกจากนี้ อาจพบร่องรอยของโรคนี้ที่กิ่ง ก้าน ลำต้น และผลได้ด้วย โดยโรคแคงเกอร์นั้นมีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่ว่า Xanthomonas axonopodi. pv citri. นี่คือชื่อใหม่ล่าสุดครับ ส่วนเชื่อเดิม ของมันก็คือ Xanthomonas compestris. pv citri.   กล่าวแบบสั้นๆ ก็คือ โรคแคงเกอร์ สาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย และจะระบาดได้ง่ายเมื่อความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศมีมากหรือสูงนั่นเอง

ในอดีตการรักษาโรคแคงเกอร์ในส้ม มะนาว มะกรูด ชาวบ้านก็จะใช้สารคอปเปอร์ (Copper) เรียกว่าฉีดกันจนต้นเขียวปี๋ทีเดียวเชียวล่ะครับ แต่ปรากฏว่าโรคแคงเกอร์ก็ยังอยู่ แต่ที่ทำท่าว่าจะสูญสลายหายไปนั่นก็คือ คนฉีดพ่น กับต้นมะนาวครับ เพราะสะสมสารพิษ สารเคมีเข้าไปทุกวันๆ มะนาวก็ต้านไม่ไหว

การที่ฉีดพ่นสารเคมีหรือคอปเปอร์ลงไปในผืนดินบ่อยๆ ก็เกิดการสะสม มีความเข้มข้นมากขึ้น ๆ เมื่อเข้าสู่กระบวนการเปิดดอก เกษตรกรมักจะทิ้งน้ำ คืองดการให้น้ำ ประมาณหนึ่งถึงสองเดือน …ช่วงนี้เองที่สารคอปเปอร์จะแผลงฤทธานุภาพทำให้ต้นมะนาวนั้นเครียดและอ่อนแอ จนบางครั้งก็ล้มตายลง เมื่อน้ำถูกจำกัด ความเข้มข้นของสารคอปเปอร์เดิมที่มีน้ำทำหน้าที่เจือจางอยู่ก็หมดไป น้ำยิ่งระเหยออกไปจากดินมากขึ้น ความเข้มข้นของสารคอปเปอร์ก็เข้มข้นขึ้นตามลำดับ ทำให้รากมะนาวต้องทนทุกข์ทรมานจากปฏิกริยาสารคอปเปอร์ที่มี่อยู่อย่างหนาแน่นจากพฤติกรรมการฉีดพ่นสารคอปเปอร์รักษาโรคแคงเกอร์นั่นเอง

ความเข้มข้นของสารคอปเปอร์ที่มี่อยู่ในดินและไม่มีน้ำเป็นตัวเจือจางก็เป็นสาเหตุทำให้รากมะนาวหรือพืชอื่นๆ ถอดปลอก รากใหม่ที่เกิดขึ้นก็จะถูกทำลาย ทำให้ขาดการดูดกินสารอาหารลำเลียงไปเลี้ยงส่วนต่างๆ มีผลทำให้หลังเกิดดอก ก็จะมีปัญหาดอกและผลร่วง เพราะขาดสารอาหารขึ้นไปบำรุง ในอดีตทุ่งรังสิตมีการกล่าวโทษโรงไฟฟ้าวังน้อย ว่าเป็นตัวการณ์ทำให้ส้มทั้งทุ่งรังสิตร่วง…แต่ลืมวิเคราะห์สาเหตุจากพฤติกรรมการใช้สารคอปเปอร์มาอย่างยาวนาน

ปัจจุบันการรักษาโรคเกอร์มีทางเลือกมากขึ้นนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้หินแร่ภูเขาไฟ พูมิช, พูมิชซัลเฟอร์ สร้างความแข็งแกร่ง สร้างภูมิคุ้มกัน เปรียบเหมือนเป็นวัคซีนที่ไก่ชนสร้างทนต่อไวรัส H5N1 จากเชื้อไข้หวัดนกได้นั่นเอง พืชจะแข็งแรงโดยธรรมชาติอุ้มชูได้ก็ต้องปรับพีเอชดินให้ได้ 5.8 – 6.3 เพื่อให้ละลายแร่ธาตุอาหารในดินออกมาเป็นประโยชน์ให้พืชมากที่สุด เสริมอาหารให้พืชได้รับอย่างครบโภชนาการทั้งธาตุหลัก ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ธาตุรอง แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน ธาตุเสริม เหล็ก ทองแดง แมงกานีส สังกะสี โบรอน โมลิบดินั่ม นิกเกิ้ล ไทเทเนียม ฯลฯ และที่สำคัญคือธาตุเสริมหรือธาตุพิเศษอย่าง ซิลิก้า และไคโตซาน สองตัวหลังนี้ช่วยสร้างผนังเซลล์ให้แข็งแกร่ง เพิ่มน้ำหนัก เร่งการเจริญเติบโต ก็จะช่วยให้พืชนั้นมีภูมิคุ้มกันคล้ายกับสร้างวัคซีนตั้งแต่ต้นยังเล็กๆขึ้นมา
ส่วนการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุนั้น ก็มีทางเลือกแล้วนะครับไม่ต้องจมปลักอยู่กับสารพิษวัตถุอันตรายแต่เพียงอย่างเดียว เราสามารถใช้จุลินทรีย์ชีวภาพอย่าง “ไบโอเซ็นเซอร์” ซึ่งเป็นกลุ่มของบัคเตรีที่มีชื่อว่า “บาซิลลัส ซับธิลิส (bacillus subthilis spp.) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ผ่านการคัดเลือกมาอย่างดีในการปราบโรคแคงเกอร์ในพืชตระกูลส้ม มะนาว มะกรูด ส้มโอ ฯลฯ และโรคกุ้งแห้งในพริก โรคเหี่ยวเขียวในมะเขือเทศ และโรคอื่นๆทั้งหลายที่เกี่ยวกับเชื้อราหรือแบคทีเรียนั้น “ไบโอเซ็นเซอร์” สามารถที่จะเข้าทำลายได้ทั้งสองชนิด
ไบโอเซ็นเซอร์ เป็นจุลินทรีย์ที่สามารถยับยั้งทำลายเชื้อราโรคเห็ดทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นโรคราดำ ราเขียว ราเมือก ราส้มฯลฯ จึงเป็นประโยชน์อย่างมากแก่เกษตรกรผู้เพาะเห็ดซึ่งหาปัจจัยในการรักษาโรคที่เกิดเชื้อราในเห็ดได้ยาก จะใช้ยาฆ่าเชื้อรานำมาฉีดพ่นก็จะทำได้ “เห็ด” ซึ่งก็ถือว่าเป็นเชื้อราชนิดหนึ่ง แต่เป็นเชื้อราชั้นสูงเท่านั้นเอง ก็ล้มตายตามไปด้วย แต่เจ้า “ไบโอเซ็นเซอร์” นั้นเข้าสามารถที่จะรักษาเชื้อราโรคเห็ดได้อย่างเฉพาะเจาะจง ไม่เป็นอันตรายต่อเห็ดนะครับ

 

ในกลุ่มของ 5 เสือจุลินทรีย์ชีวภาพนี้ก็สามารถนำมาใช้ในอาชีพเพาะเห็ดได้มากถึง 4 ชนิด ไม่ว่าจะเป็น คัทออฟ จุลินทรีย์ชีวภาพ บิวเวอร์เรีย บาสเซียน่า ที่เอาไว้ปราบแมลงหวี่ แมลงวัน ต่างๆ ในโรงเรือนเพาะเห็ด ฟอร์แทรน จุลินทรีย์ชีวภาพ เมธาไรเซียม ที่ทำหน้าที่ในการปราบปรามกำจัดปลวกร้ายที่ทำลายโรงเรือน หรือจะนำมาฉีดพ่นเพื่อกำจัดแมลงรบกวนชนิดต่างๆ ก็ได้เช่นเดียวกัน อีกตัวหนึ่งคือ ไบโอแทค จุลินทรีย์ชีวภาพ บาซิลลัส ธูริงจิเอนซิส ที่ทำหน้าที่ในเรื่องของการปราบหนอนแมลงหวี่ แมลงวัน หรือหนอนที่เข้าทำลายก้อนเห็ดทุกชนิดเลยนะครับ   เรื่องนี้คุณๆ อย่าเพิ่งสับสนนะครับระหว่าง แมลงหวี่ กับ หนอนแมลงหวี่ เจ้า คัทออฟ กับ ฟอร์แทรน นั้นกำจัดแมลงหวี่ แมลงวัน แมลงรบกวนชนิดตัวเต็มวัยครับ ส่วนเจ้า ไบโอแทค นั้นเขากำจัดระยะที่เป็นวงจรของแมลงหวี่ที่อยู่ในระยะตัวหนอนนั่นเองครับ

ส่วนอีกชนิดหนึ่งที่เป็น 1 ใน 5 เสือจุลินทรีย์ชีวภาพคือ อินดิวเซอร์ เสือตัวนี้ห้ามนำไปใช้ในการเพาะเห็ดเป็นอันขาดนะครับ เพราะเค้าคือเชื้อราเขียว ไตรโคเดอร์ม่า ซึ่งเป็นศัตรู้หมายเลขหนึ่งของวงการเพาะเห็ดทีเดียวเชียวล่ะครับ ควรอยู่ห่างๆ เค้าไว้แหละดีที่สุดเลยครับ สรุปก็คือเจ้า ไบโอเซ็นเซอร์ สามารถที่จะทำงานช่วยเหลือพีน้องเกษตรกรที่เกี่ยวกับโรคพืชที่มีสาเหตุมาจากเชื้อราก็ได้ หรือเชื้อแบคทีเรียก็ได้ นับว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์มากๆ เช่นเดียวกันนะครับ 5 เสือจุลินทรีย์ชีวภาพที่ผ่านการรับรอง ผ่านจดทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตรมาเรียบร้อยแล้วนั้น สามารถที่จะเป็นเพื่อนใหม่ มิตรใหม่ให้เกษตรกรได้เลือกใช้ทดแทนการใช้สารเคมีหรือวัตถุอันตรายทางการเกษตรได้อย่างเหมาะเจาะลงตัวเลยนะครับ ต้องรายสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อขอรายละเอียดได้ที่ คอลเซ็นเตอร์ โทร. 084 555 4205 – 9, ทางโปรแกรมไลน์ ไอดีไลน์คือ tga001, tga002, tga003, tga004 หรือติดต่อฝ่ายวิชาการได้ที่ 02 986 1680 -2 นะครับ

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

Advertisements

รู้ยัง!!!…..ว่า ไบโอแทค ใช้ปราบหนอนต่างๆ แทนสารเคมีได้ แถมปลอดภัยกว่าน้ำปลาถึง 10 เท่า

May 15, 2016

รู้ยัง!!!…..ว่า ไบโอแทค ใช้ปราบหนอนต่างๆ แทนสารเคมีได้ แถมปลอดภัยกว่าน้ำปลาถึง 10 เท่า

อาชีพเกษตรกรรมในปัจจุบันนี้รู้ว่าจะรุ่งเรืองเฟื่องฟู้งเป็นที่สนอกสนใจในกลุ่มคนหลากหลายสาขาอาชีพ แม้แต่ดารา นางแบบหรือนักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นก็ยังอยากจะมาเป็นชาวนา โดยเฉพาะการทำเกษตรในรูปแบบที่ปลอดภัยไร้สารพิษ นับวันจะยิ่งได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ….ทีเดียวเชียวนะครับ

หลังจากที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ปล่อยของ….เฮ้ย! ไม่ใช่นะครับ….ปล่อยผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมา 5 ตัวที่เกี่ยวกับชีวภาพป้องกันกำจัดโรคแมลงทดแทนสารเคมีที่เป็นพิษอันตราย เพื่อให้เกษตรกรใช้เป็นทางเลือก และส่งผลไปยังผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศหรือจะเรียกว่าทั่วโลก (ที่เขานำเข้าผักผลไม้จากประเทศไทยไป) ได้มีโอกาสที่จะได้รับประทานอาหารที่ปลอดภัยไร้สารพิษมากขึ้น

วันนี้ 1 ใน 5 เสือจุลินทรีย์ชีวภาพที่ผมจะมาแนะนำคุณๆให้รู้จักก็คือ ไบโอแทคครับ ไบโอแทค นี้ก็คือจุลินทรีย์ บาซิลลัส ธูริงจิเอนซิส (Bacillus Thuringiensis spp) ถือว่าเป็นปรสิตสำหรับหนอนมีคุณสมบัติในการทำให้หนอนเจ็บป่วย ล้มตาย หยุดการทำลายพืชผัก ผลไม้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น หน่อไม้ฝรั่ง ถั่วฝักยาว มะเขือ คะน้า เมล่อน ผักบุ้ง ฯลฯ

“ไบโอแทค” คือจุลินทรีย์หรือเชื้อแบคทีเรียที่ความจริงแล้วสามารถหาได้จากธรรมชาติ และสามารถพบได้ทั่วไป จัดเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในวิธีการกำจัดหนอนแบบปลอดสารพิษ ซึ่งไม่มีสารตกค้างอันตรายใด ๆ และสามารถนำไปกำจัดหนอนได้หลากหลายชนิด เช่น หนอนกระทู้ หนอนใยผัก หนอนหลอดหอม หนอนคืบกะหล่ำ หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนแปะใบส้ม หนอนร่านกินใบปาล์ม

การทำงานของ “ไบโอแทค” นั้นจะเป็นการออกฤทธิ์แบบเฉพาะเจาะจงสูง ในการทำลายหนอนเท่านั้น จึงมีความปลอดภัยสูงต่อมนุษย์และสัตว์เลือดอุ่นรวมทั้ง ปลา นก และแมลงมีประยชย์ที่ช่วยผสมเกสรเช่น ผึ้ง ต่อแตน เป็นต้น

แต่เจ้า “ไบโอแทค” นั้นก็จัดว่าเป็นจุลินทรีย์หรือแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่สามารถถูกทำลายโดยรังสีอุลตร้าไวโอเลต (UV) จากแสงแดด ดังนั้นเวลาจะใช้งานเค้า ควรฉีดพ่นตอนเย็นแดดอ่อนๆ จะช่วยยืดอายุจุลินทรีย์ชีวภาพ “ไบโอแทค” บนต้นพืชให้มีประสิทธิภาพอยู่ได้นาน

เทคนิคอีกอย่างหนึ่งนะครับ ในการใช้งาน “ไบโอแทค” คือต้องสังเกตว่า แมลงศัตรูพืชบางชนิด เช่น หนอนใยผัก หนอนคืบกะหล่ำ มักอาศัยกัดกิน อยู่ด้านล่างของใบ ดังนั้นการพ่นให้ครอบคุลมบริเวณส่วนบนและล่างของใบพืชด้วยจะจะสามารถควบคุมหนอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปรับหัวฉีดเครื่องพ่นยาให้ละอองเล็กที่สุดจะช่วยใหละอองเชื้อจุลินทรีย์ “ไบโอแทค” เกาะผิวใบได้ดี

การใช้งาน “ไบโอแทค” จะให้เกิดประโยชน์ที่ดียิ่งขึ้นควรผสมสารจับใบ (ม้อยเจอร์แพล้นท์) ในการฉีดพ่นทุกครั้ง ตามอัตราที่แนะนำ และควรใช้แต่เนิ่นๆ เมื่อสำรวจตรวจพบหนอนวัยหนึ่ง หนอนวัยสองที่มีขนาดตัวเล็กๆ จะให้ผลในการควบคุมดีกว่าในช่วงที่พบหนอนตัวใหญ่  และที่สำคัญไม่ควรผสมจุลินทรีย์ชีวภาพ “ไบโอแทค” กับสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ในคราวเดียวกัน เนื่องจากสารฯ บางชนิดอาจะทำให้จุลินทรีย์ “ไบโอแทค” เสื่อมประสิทธิภาพลงได้

เนื่องจากจุลินทรีย์ชีวภาพ “ไบโอแทค” จะต้องใช้ระยะเวลาในการออกฤทธิ์ วันแรกอาจจะทำให้หนอนไม่สบาย เป็นอัมพฤต หยุดนิ่ง หยุดการทำลายแต่ยังไม่ตายในทันที และต้องใช้ระยะเวลา 2 – 3 วัน หนอนจึงจะตาย ดังนั้นการใช้อัตราสูงกว่าคำแนะนำไม่ช่วยให้หนอนตายเร็วขึ้น การใช้อัตราต่ำกว่าคำแนะนำจะส่งผลให้แมลงและหนอนไม่ตายและทำความเสียหายแก่ผลผลิตจึงใช้ “ไบโอแทค” ตามอัตราที่แนะนำ

เมื่อพบการระบาดของหนอนรุนแรง ควรฉีดพ่นตามอัตราที่แนะนำโดยการพ่นติดต่อกัน 2 ครั้ง ระยะห่าง 3 – 4 วัน จะช่วยลดความเสียหายได้ดีกว่าการพ่นเพียงครั้งเดียว โดยการที่มีทางเลือกมากขึ้นในการใช้จุลินทรีย์ชีวภาพ และเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนทัศนคติด้วยการหยุด การใช้สารพิษทางการเกษตร และหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่ปลอดภัยไร้สารพิษในการผลิตหรือปลูกปลูกผัก ผลไม้ หรือสาขาอาชีพเกษตรกรรมกต่างๆ

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

ป้องกันกำจัดโรคแมลงแบบปลอดสารพิษ ทางเลือกใหม่ของเกษตรรุ่นใหม่

May 15, 2016

ป้องกันกำจัดโรคแมลงแบบปลอดสารพิษ ทางเลือกใหม่ของเกษตรรุ่นใหม่

ต้องยอมรับกันนะครับว่า เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทกับประชาชนคนทั่วไป และในกลุ่มของพี่น้องเกษตรกรทั่วทั้งประเทศ โซเชียลเน็ตเวิร์คอย่าง เว็บไซต์ เฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ และไลน์ ก็ค่อนข้างมีอิทธิพลจากระบบการใช้งานผ่านระบบมือถือสมาร์ทโฟน โดยสามารถเข้าถึงตั้งแต่ระดับอายุน้อยๆไปจนถึงผู้สูงอายุ จากระบบ 3G, 4G ที่เขาประมูลจบกันไปไม่นานนี้ มีทั้งผู้แพ้ ผู้ชนะ และก็มีผู้ที่ชนะแล้วก็ไม่มีปัญญาหาเงินมาจ่ายเงินที่ประมูลได้ทิ้งกันไปก็มี จะอย่างไรก็ตามก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่ประเทศไทยจะได้มีความก้าวหน้าทางด้านข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัยให้คนเข้าถึงได้เพิ่มมากขึ้น

ท่านผู้อ่านอาจจะงงๆ นะครับ ว่าเอ!…..เรื่องโซเชียลเน็ตเวิร์คจะมาเกี่ยวอะไรกับปัจจัยที่จะนำไปใช้ในการป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูพืช ก็ขออนุญาตตอบว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกันอยู่บ้างเหมือนกันครับ คือการที่เทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร (Information Technology) ทำให้ผู้บริโภคสามารถที่จะเข้าถึงแหล่งผลิต แหล่งข้อมูล แหล่งทรัพยากรที่ดีมีคุณภาพได้ง่ายขึ้น สามารถที่จะหาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีได้แบบไม่ผูกขาด เหมือนยุคเก่า ที่การสืบค้นแหล่งผลิต แหล่งกำเนิด ทำได้ค่อนข้างยาก ปัจจุบันแค่ใช้นิ้วจิ้มๆ ชี้ ๆ ก็สามารถหาข้อดี ราคาประหยัดได้ไม่ยาก และทำให้เราสามารถมีโอกาสใช้ปัจจัยดีที่มีอยู่ทั่วโลกมาใช้ในแปลงเรือกสวนไร่นาของเราได้ด้วยเช่นเดียวกัน

ปัจจุบันเราสามารถที่จะนำเข้าและส่งออกผลิตภัณฑ์และปัจจัยต่างๆ ที่มีคุณภาพดีและไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้สินค้ามีราคาต่ำลง และเกิดการรับรู้ไปยังกลุ่มผู้ใช้ได้อย่างรวดเร็วทั้งในและต่างประเทศ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ เราก็เช่นเดียวกันครับ มี่ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยไร้สารพิษทั้งในส่วนที่คัดเลือกจากต่างประเทศโดยตรงมาบริการ และมีผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่ปลอดภัยไร้สารพิษที่ผลิตเองมาบริการพี่น้องเกษตรกรในประเทศและส่งออกไปยังกลุ่มเพื่อนบ้านอาเซียนของเราอีกด้วย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ 5 เสือจุลินทรีย์ ที่เป็นผลิตภัณพ์ชีวภาพที่ปรับปรุงพัฒนากระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีชั้นนำ และผ่านการจดทะเบียนกับกรมวิชการเกษตรเรียบร้อย สามารถที่จะวางจำหน่ายและส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ได้ทั่วโลก

ผลิตภัณฑ์ 5 เสือจุลินทรีย์ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ผลิตขึ้นมาจากโนว์ฮาวและอาศัยพันธมิตรให้ช่วยบริหารจัดการเรื่องกระบวนการจดทะเบียนกับหน่วยงานราชการ ก็จะมีคุณสมบัติการใช้งานในด้านต่างๆ ดังนี้ ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ “อินดิวเซอร์ (Inducer)” เป็นจุลินทรีย์ไตรโคเดอร์ม่าที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องใบจุด ใบด่าง ใบดำ โรครากเน่าโคนเน่า, “ไบโอเซ็นเซอร์ (Bio Sensor)” ทำหน้าที่ในเรื่องของการปราบโรคแคงเกอร์ในพืชตระกูลส้ม มะนาว มะกรูด ฯลฯ แก้ปัญหาโรคแอนแทรกโนส โรคกุ้งแห้งในพริก โรคเหี่ยวเขียวที่มี่สาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย, “คัทออฟ (Cut Off)” เป็นจุลินทรีย์ชีวภาพที่ทำหน้าที่ในเรื่องการปราบเพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง เพลี้ยไฟ ไรแดง รวมถึงแมลงศัตรูพืชต่างๆ,  “ไบโอแทค (Biotac)เป็นจุลินทรีย์บีทีชีวภาพปราบหนอน โดยเฉพาะ และ “ฟอร์ทราน “Fortran)” จุลินทรีย์ชีวภาพกำจัดปลวกร้ายในบ้านเรือน รวมถึงสวนยาง สวนปาล์ม พืชไร่ไม้ผลอื่นๆ ที่ถูกปลวกรบกวน ก็สามารถใช้จุลินทรีย์ “ฟอร์ทราน” ไปกำจัดได้

เมื่อท่านผู้อ่านและพี่น้องเกษตรกรที่สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้มากขึ้น ก็มีทางเลือกมากขึ้นนะครับ มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องโรค แมลง เพลี้ย หนอน รา และไร ก็ไม่จำเป็นต้องใช้แต่สิ่งเดิม ๆ โดยเฉพาะยาฆ่าแมลง สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ที่ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บในระยะยาว ทำให้สูญเสียเงินทองที่อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาตั้งแต่วัยหนุ่มต้องมาหมดสิ้นไปในช่วงบั้นปลาย ก็ถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งนะครับ ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าล้ำสมัยปัจจัยการผลิตภาคการเกษตรด้านชีวภาพ ด้านนาโน ก็สามารถที่จะดูแลแก้ปัญหาผลผลิต พืชไร่ไม้ผลให้พี่น้องเกษตรกรได้ดีไม่แพ้สารเคมีที่เป็นอันตรายเลยทีเดียวเชียวนะครับ

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

แตงเมล่อน ยอดหงิก เถาแตก เป็นไอ้โต้งไอ้แจ้ เพราะขาดซิลิก้า พีเอชไม่เหมาะสม

May 15, 2016

แตงเมล่อน ยอดหงิก เถาแตก เป็นไอ้โต้งไอ้แจ้ เพราะขาดซิลิก้า พีเอชไม่เหมาะสม

เมื่อวานนี้ได้มีโอกาสไปบรรยายที่จังหวัดราชบุรี กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูหลุม ซึ่งก็ไม่ได้มีแต่หมูเท่านั้นนะครับ พี่น้องเกษตรกรที่นี่ก็ยังประกอบอาชีพเกษตรอื่นๆ อีกเยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเพาะเห็ด ปลูกถั่ว ปลูกมะเขือ ปลูกข้าว และโดยขณะนี้ก็มีเรื่องของการปลูกแตงญี่ปุ่น หรือเมล่อน ที่กำลังฮอทฮิตติดดาวอยู่ในขณะนี้ เนื่องด้วยใช้ระยะเวลาในการปลูกสั้น ใช้น้ำน้อย เพราะใช้ระยะเวลาเพียง 75-80 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

แต่ปัญหาที่ลุงป้าน้าอาทั้งหลายกำลังเดือดร้อนและให้ผู้เขียนเขาไปให้ข้อมูลก็คือเรื่องของการที่แตงเมล่อนนั้น มีอาการยอดหงิก ต้นเตี้ยแคระแกร็น เถาแตก แถมมีร่องรอยของหนอนชอนใบเข้ามารบกวน บางแปลงก็ถูกทำลายเสียหายเกินเยี่ยวยา บางแปลงก็ถูกทำลายไปเกือบครึ่ง โดยที่ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร   เพราะว่าอาศัยคำแนะนำของเซลล์ขายยาในท้องถิ่น ก่อนที่ผู้เขียนจะไปถึงแปลง ลุงท่านหนึ่งก็ได้บอกว่าเพิ่งจะฉีดพ่นยาฆ่าหนอนไม่นาน ก่อนหน้านี้ก็ฉีดมาสองสามรอบแต่ก็ไม่ได้ผล ไม่รู้ว่าเป็นอะไร

หลังจากที่เขาไปสำรวจแปลงกับกลุ่มเกษตรกร ทำให้พบว่าในแต่ละแปลงนั้นทำการปลูกโดยใช้ถุงพลาสติกคลุมแปลง และเจาะรูตรงกลางให้ต้นเมล่อนรอดขึ้นมาเกาะเถาหรือค้างที่ปักไว้ ไม่ได้ปลูกแบบโรงเรือนดังที่เราๆท่านๆ คุ้นตา ปลูกแบบโล่งแจ้ง ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีนะครับ เพราะต้นทุนต่ำ แต่ปัญหาก็คือ ไม่ว่าจะถามพี่ๆ ลุง ป้า น้า อาท่านใด ว่าได้ทำการตรวจวัดกรดด่างของดินหรือไม่ ปรากฏว่าไม่มีใครตรวจดินเลยสักคน จึงทำให้คาดว่า ค่าความเป็นกรดและด่างของดินนั้นอาจจะเป็นปัญหาต่อการเจริญเติบโตของแตงเมล่อนด้วยเช่นกัน เพราะดินที่ผ่านการใช้ปุ๋ยเคมีมาเป็นระยะเวลานานนั้น มีโอกาสที่สสารของเคมีในรูปกรด โดยเฉพาะกลุ่มของซัลเฟตอาจจะสมตกค้างอยู่ทำให้บล็อกดิน บล็อกปุ๋ย ไม่สามารถใช้ทรัพยากรในพื้นที่ดินเดิมได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย  ทำให้แตงเมล่อนอาจจะขาดสารอาหารบางตัว กินไม่ครบโภชนาการจึงได้แนะนำให้กลุ่มเกษตรกรไปปรึกษาหมอดินและนำดินไปตรวจให้ทราบค่าที่แน่นอนชัดเจน จะได้ดูแลแก้ไขให้ถูกต้อง คือควรปรับปรุงบำรุงดินให้มีค่าพีเอชอยู่ระหว่าง 5.8-6.3 จึงจะเหมาะสมที่สุด

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เทคนิคการสร้างวัคซีนและภูมิคุ้มกันให้กับต้นเมล่อน พบว่ายังไม่มีการนำเอากลุ่มของหินแร่ภูเขาไฟ (พูมิช, พูมิชซัลเฟอร์) เข้ามาใช้ในการเตรียมแปลง และระหว่างปลูกทำให้ต้นเมล่อนนั้นหลังจากได้รับปุ๋ยแล้ว ก็พบอาการอ่อนแอ ผนังเซลล์ถูกหนอนชอนใบทั้งในระยะวัยหนึ่ง วัยสองเข้าทำลาย และกลุ่มของแมลงปากดูด ที่เข้ามาดูดกินน้ำเลี้ยงและนำมาพาเอาเชื้อวิสา หรือไวรัสเข้ามาในแปลงและเกิดการระบาดรุกรามไปทั่ว ลักษณะอาการแบบนี้ ถ้ารีบนำเอา พูมิช (Pumish) หรือ พูมิชซัลเฟอร์ (Pumish Sulpher) ใส่โรยรอบทรงพุ่มโคนต้น 1 – 2 กำมือต่อต้น ก็จะช่วยทำให้แตงเมล่อนฟื้นตัวขึ้นมา หลังจากนั้นฉีดพ่นด้วยกลุ่ม สารสกัดจากระเทียมพริกไท (ไพเรี่ยม [Pirium]) และจุลินทรีย์ บิวเวอร์เรีย เมธาไรเซียม (ทริปโตฝาจ [Triptophaj], คัทออฟ [Cutoff], ฟอร์ทราน [Fortran]) เพื่อตัดวงจรของกลุ่มแมลงปากดูดก็จะช่วยทำให้กลุ่มของพวกตระกูลเพลี้ย อย่าง เพลี้ยไฟไรแดง เพลี้ยอ่อนเพลี้ยแป้ง ลดจำนวนล้มตายลงไป

ถึงแม้ว่าโรคที่เกิดจากไวรัสจะไม่มียารักษา แต่ถ้าทำให้พืชหรือแตงเมล่อนมีความแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันเหมือนไก่ชน ก็สามารถทำให้ไวรัสไม่สามารถแสดงอาการออกมาได้ เหมือนไก่ชนที่สามารถทนต่อเชื้อไข้หวัดนก ไม่เจ็บป่วย ไม่ล้มตาย ไม่ถูกรัฐบาลในขณะนั้นนำไปฆ่าเป็นแสนเป็นล้านตัว  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมฝ่ายวิชาการ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02 9861680-2

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

ปราบเพลี้ยไฟไรแดง แห่งวิถีชีวภาพ (ก็ไม่ง่ายนะ!)

May 15, 2016

ปราบเพลี้ยไฟไรแดง แห่งวิถีชีวภาพ (ก็ไม่ง่ายนะ!)

ปัญหาเรื่องเพลี้ยไฟไรแดงที่กำลังระบาดและสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้พี่น้องเกษตรกรอยู่ขนะนี้ ก็ไช่ว่าจะมีแต่ผู้ปลูกมะนาว กล้วยไม้ พริกเท่า มะละกอเท่านั้นนะครับ ยังมีพืชอื่นๆ อีกมากมายที่พบกับปัญหานี้ด้วยเช่นกัน เพราะว่าช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน ผ่านฝน ผ่านชื้น ผ่านแฉะมาเนิ่นนานจากปัญหาภัยแล้ง ก็ย่อมทำให้พืชหลากหลายชนิดเริ่มที่จะสะสมน้ำตาลไว้ในต้นมากขึ้น มากกว่าปริมาณของไนโตรเจนที่มากับน้ำฝน มากับความชื้นแฉะที่พื้นดินเดิมละลายออกมาจากปุ๋ยหมักปุ๋ยคอก (Organic Matter) อินทรียวัตถุต่างๆ ทำให้พืชอวบอ้วนอ่อนแอ ซึ่งหนอนกับแมลงจะชอบมากกว่า เพลี้ยหรือกลุ่มของแมลงปากดูด

ด้วยเหตุดังนี้ทำให้ความหวานในสรีระหรือส่วนต่างๆของพืชมีเพิ่มมากขึ้น กลุ่มของแมลงปากดูดทั้งหลายที่ชอบกินน้ำตาลก็สามารถที่จะใช้เป็นแหล่งอาหารในการดำรงชีวิตตามสภาพธรรมชาติที่เอื้ออำนวย โดยเฉพาะ “เพลี้ยไฟ” ก็เป็นแมลงจำพวกปากดูดเช่นกัน มีขนาดเล็ก ลำตัวยาวประมาณ 1-2 มิลลิเมตร มีทั้งชนิดมีปีกและไม่มีปีก ตัวเต็มวัยมีสีดำ ตัวอ่อนสีเหลืองอ่อน ตัวเต็มวัยวางไข่ในเนื้อเยื่อของเซลล์พืช และถ้าจะแบ่งชนิดของตัวอ่อนก็มีด้วยกัน 2 ระยะ คือ ตัวอ่อน และ ตัวเต็มวัย ซึ่งมีวงจรชีวิตนานประมาณ 15 วัน

เพลี้ยไฟทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะทำลายพืชต่างๆ ที่เขาชอบ โดยการดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อนโดยอาศัยอยู่ตามซอกใบ ระบาดในระยะแตกยอดใหม่ๆ เมื่อใบพืชโตใหญ่ขยายขึ้น ในส่วนของใบที่ถูกทำลายปลายใบจะเหี่ยวขอบใบจะม้วนเข้าหากลางใบ และเจ้าเพลี้ยไฟก็จะอาศัยอยู่ในใบที่ม้วนนั้น ในอดีตก็จะพบระบาดเฉพาะในอากาศร้อนแห้งแล้งหรือฝนทิ้งช่วงนานติดต่อกัน หรือสภาพที่พืชขาดน้ำนาน ถ้าระบาดมากๆทำให้พืชแห้งเหี่ยวล้มตายได้ แต่ปัจจุบันนั้นก็ไม่แน่ไม่นอนถ้าสภาพแวดล้อมเหมาะสม เพลี้ยไฟก็สามารถกลับมาระบาดได้ด้วยเช่นกัน

วิธีการป้องกันกำจัดนั้น ก็ไช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ นะครับ เพราะว่าตัวเขามีขนาดเล็กเรียกว่าแทบจะมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น จะฉีดพ่นให้สปอร์ของเจ้ารากินเพลี้ยอย่าง บิวเวอร์เรีย และ เมธาไรเซียม (ทริปโตฝาจ [Triptophaj], คัทออฟ [Cutoff]) เข้าไปสัมผัสเกาะติดกับตัวก็ค่อนข้างยาก ฉะนั้นในกรณีที่ต้องการปราบเจ้าเพลี้ยไฟและไรแดงให้อยู่หมัดอาจจะต้องกระทำแบบเป็นกระบวนการ คืออย่าปล่อยให้พืชอ่อนแอ จากปัญหาสภาพดินที่เป็นกรดหรือด่างจัด จนพืชได้รับแร่ธาตุสารอาหารไม่ครบถ้วน สร้างความแข็งแกร่งเพิ่มคุ้มกันตั้งแต่ระยะต้นเล็กๆ หรือเริ่มบำรุงหลังเก็บเกี่ยวด้วยการรองพื้นด้วยกลุ่มหินแร่ภูเขาไฟ (พูมิช [Pumish], พูมิชซัลเฟอร์ [Pumish Sulpher]) เปรียบเหมือนเป็นการวอร์เครื่องให้พืชมีความแข็งแรง และวิธีการเดินสำรวจตรวจตราหมั่นดูแปลงเรือกสวนไร่นาเราอยู่เสมอก็ถือเป็นเรื่องที่ต้องทำเพื่อจะได้ทราบว่า ณ จุดไหน บริเวณใดมีการระบาดในระยะแรกๆ จะได้เข้าไปดูแลแก้ไขปัญหาได้ทันการณ์ การใช้กิ่งพันธุ์ที่ปราศจากโรคไม่ปล่อยให้มาสร้างอาการอ่อนแอและแพร่เชื้อโรคในสวนก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ต้องทำด้วยเช่นกัน

ทีนี้ก็มาถึงการกำจัดเขาด้วยสารสกัดจากกระเทียมพริกไท (ไพเรียม [Pirium]) และ สารสกัดจากสะเดา (มาร์โก้ซีด [Margoseed]) ซึ่งสมุนไพรทั้งสองสูตรนี้ พี่น้องเกษตรกรได้นำไปใช้ในการปราบเพลี้ยไฟไรแดงมาเป็นเวลาเกือบยี่สิบปีแล้ว ถือว่ามีความโดดเด่นค่อนข้างมาก ถ้าใครไม่อยากจะซื้อให้เสียเงินทองโดยเปล่าประโยชน์ก็สามารถหมักด้วยตนเองได้ง่ายๆ ดังนี้ครับ

นำกระเทียม 2 ขีด, พริกไทดำ 1 ขีด, พริกป่น 1 ขีด น้ำส้มสายชู 200 – 500 ซี.ซี. สับโขลกบนตำวัตถุดิบให้เข้ากันแล้วนไปแช่กับน้ำส้มสายชูและเหล้าขาว หรือ แอลกอฮอล์ล้างแผลอีก 500 ซี.ซี. หมักไว้ 7 วัน นำมาใช้ครั้งละ 5-10 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร ส่วนสารสกัดสะดาก็ใช้เมล็ดสะเดา 1 กิโลกรัม สับโขลกบดตำเช่นเดียวกัน แช่น้ำสะอาด 20 ลิตร ทิ้งไว้หนึ่งคืน พอเช้ามาก็เอามาผสมร่วมกับน้ำอีก 80 ลิตรรวมกันเป็น 100 ลิตรฉีดพ่นไปพร้อมกัน กับจุลินทรีย์ทริปโตฝาจ เพราะว่าเจ้าเพลี้ยไฟไรแดงนั้นร้ายกาจพอดู ตอนเข้าทำลายก็มองไม่เห็น เพราะฉะนั้นเราต้องสังเกตให้ดี โดยเฉพาะช่วงที่มียอดอ่อน ดอกและผลอ่อน ก็ควรฉีดพ่นป้องกันไว้แต่เนิ่นๆ ด้วยนะครับ

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

โรครากเน่าโคนเน่า เข้าทำลายในสภาพน้ำชื้นดินเหนียวแข็ง

May 15, 2016

โรครากเน่าโคนเน่า เข้าทำลายในสภาพน้ำชื้นดินเหนียวแข็ง

สภาพอาการของพืชที่ปลูกลงไปแล้วมีอาการใบค่อยๆ เหลือง และร่วงหล่น และถ้ายังปล่อยไปแบบนั้นเรื่อยๆแบบไม่มีใครเหลียวแล ก็จะแห้งยืนต้นตายไปในที่สุด ลักษณะอาการแบบนี้ถ้าดูและสังเกตไม่ดีก็จะอาจจะหลงทางแก้ปัญหาแบบผิดๆ โดยคิดว่าเป็นอาการสาเหตุจากโรคทางใบ ไปฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อราทางใบ แล้วก็ฉีดเท่าไรก็ไม่หายสักที ถ้ามีแค่เพียงต้นสองต้นก็ไม่เป็น แต่ถ้ามีเป็นสิบเป็นร้อยไร่ก็เสียทั้งเวลาเปลืองทั้งเงินถือว่าเป็นการเพิ่มต้นทุนโดยใช่เหตุแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ท่านผู้อ่าน พีน้องเกษตรกรลองไปสังเกตดูสภาพแวดล้อมที่บริเวณโคนต้นใต้ทรงพุ่มดูดีๆ ก็อาจจะถึงบางอ้อได้นะครับ ในกรณีที่เห็นอาการใบเหลืองดังที่ได้เล่าให้ฟังไปแล้ว ไม่สามารถดูแลแก้ปัญหาตามนั้นได้ ก็แสดงว่าอาการใบเหลืองที่เห็นนั้นไม่ได้มาจากสาเหตุของเชื้อโรคเข้าทำลายทางใบโดยตรง แต่อาจจะเกิดจากรากของพืชไม่สามารถดูดกินลำเลียงอาหารขึ้นไปเลี้ยงส่วนต่างๆ หรือกิ่งก้านใบได้ตามปรกติ จึงต้องส่งอาการตามธรรมชาติคือมีลักษณะสีของใบค่อยๆ เหลืองขึ้นให้เราได้เห็นทีละน้อยๆ เรื่อยไปจนถึงยืนต้นตาย

การที่รากของพืชมีปัญหานั้นก็มีสาเหตุหลักมากจากการที่มีปัญหาเรื่องของเชื้อโรคเข้าทำลายที่ระบบราก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นเชื้อรา ฟัยท็อปทอร่า (Phytophthora sp.) ซึ่งถือเป็นตัวเจ้าปัญหาระดับคลาสสิค ไม่ว่าจะเป็น เงาะ ลองกอง มังคุด ทุเรียน มะนาว ฯลฯ มักจะสร้างความเสียหายให้พี่น้องชาวสวนได้เจ๊งไม่เป็นท่ามาแล้วหลายราย

สาเหตุหลักๆ ก็มักจะเกิดจากระบบการระบายถ่ายเทน้ำที่ระบบรากไม่ดีพอ ดินมักเหนียวแน่นเกินไป ราดรดน้ำแล้วก็ท่วมขัง แฉะ อยู่เป็นระยะเวลานาน ซึ่งเกิดจากคุณสมบัติของโครงสร้างเนื้อดินที่อาจจะขาดอินทรียวัตถุ ขาดกิจกรรมที่สร้างโดยจุลินทรีย์ (เพราะใช้สารเคมีที่เป็นพิษมาเป็นระยะเวลานาน จนเหลือแต่เนื้อดินที่เป็นอนินทรีย์เพียงอย่างเดียว เรียกว่า “ดินตาย”) พอขาดกิจกรรมสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศน์ก็ทำให้ดินแน่นแข็ง เป็นดาน ระบายถ่ายเทน้ำไม่ดี รากแฉะน้ำขังพืชก็อ่อนแอ โรคต่างๆก็ฉวยโอกาสเข้าทำลายได้ง่าย

การดูแลแก้ไขปัญหาก็ไม่ยากครับ เพียงแค่เติมอินทรียวัตถุ ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอก หยุดการใช้สารเคมีที่เป็นพิษฉีดพ่นลงไปทำลายล้างสิ่งมีชีวิตต่างๆในระบบนิเวศน์พื้นที่เพาะปลูก เพื่อให้ไส้เดือน จุลินทรีย์ แอคทิโนมัยซีส มัยคอร์รัยซ่า ได้ให้น้ำความชุ่มชื้น พรวนดินแบบธรรมชาติ ทำให้ดินมีโครงสร้างและองค์ประกอบที่เหมาะสม ดินก็จะไม่แน่นแข็ง และถ้าต้องการแก้ปัญหาแบบเร่งด่วน ให้พืชที่ปลูกได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ก็อาจจะต้องใช้สารละลายดินดาน (ALS 29) อัตรา 30-50 ซี.ซี.ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ดินคลายตัว เติมกลุ่มหินแร่ภูเขาไฟ (พูมิช, พูมิชซัลเฟอร์) ในอัตรา 20-40 กิโลกรัมต่อไร่ หรือหว่านรอบทรงพุ่มในอัตรา 0.5-1 กิโลกรัมต่อต้น ดินก็จะกลับมาโปร่งฟูร่วนซุย ระบายถ่ายเทน้ำได้ดี ไม่แฉะ ท่วมขัง พืชไม่อ่อนแอ ไม่เป็นโรคได้ง่าย

ส่วนในกรณีที่เกิดโรครากเน่าโคนเน่าไปแล้ว อันนี้จะมัวแก้ไขแบบป้องกันคงจะไม่ได้ เมื่อเจ็บป่วยก็รักษา การรักษาแบบปลอดภัยไร้สารพิษก็คือการนำจุลินทรีย์ชีวภาพ ไตรโคเดอร์ม่า (ชื่อการค้า : อินดิวเซอร์) หรือ บีเอสพลายแก้ว (ชื่อการค้า : ไบโอเซ็นเซอร์) มาฉีดพ่นราดรดให้ทั่วโคนต้นใต้ทรงพุ่ม ก็จะช่วยรักษาอาการที่เกิดขึ้นให้หายได้ไม่ยาก

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

ซิลิสิค แอซิด ช่วยเสริมสร้างกลไกความต้านทานโรคพืชลดการใช้ยาฆ่าแมลง

May 15, 2016

ซิลิสิค แอซิด ช่วยเสริมสร้างกลไกความต้านทานโรคพืชลดการใช้ยาฆ่าแมลง

หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า ซิลิสิค แอซิด (Silisic Acid [Si(OH)4]), ซิลิก้า (Silica [Sio2]) หรือ ซิลิกอน (Silicon [H4Sio4]) ถือว่าเป็นแร่ธาตุอาหารพืชที่อยู่ในหมวดหมู่พิเศษชนิดหนึ่ง ที่ช่วยทำให้พืชนั้นรอดพ้นจากการเข้าทำลายของ โรค แมลง เพลี้ย หนอน รา และไร ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เพียงแต่ว่าในขั้นตอนที่เราจะนำไปใช้นั้นจะต้องหยิบให้ถูกด้วยนะครับ เพราะเจ้า 3 ตัวที่ว่านี้ มันมีทั้งชนิดที่ละลายน้ำได้ และละลายน้ำไม่ได้ ถ้าเผลอไปหยิบเอาชนิดที่ละลายน้ำไม่ได้ไปใช้ก็จะไม่เกิดประโยชน์ใดเลยต่อพืช ในเรื่องของการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ผนังเซลล์ เพราะพืชไม่สามารถที่จะดูดกิน (Absorb) เข้าไปภายในเซลล์ของเขาได้ ไม่เกิดการสะสมทั้งในรูปผลึกควอทช์ (Quartz) และ โอปอล (Opal) จึงอาจจะถือได้ว่าไร้ประโยชน์และเสียเวลา

ที่เป็นเช่นนี้เพราะเจ้าแร่ธาตุ ซิลิสิค แอซิด หรือซิลิก้านี้ ตัวที่เป็นประโยชน์ในการนำไปใช้ในภาคการเกษตรส่วนใหญ่จะต้องมาจากกลุ่มของหินแร่ภูเขาไฟ (Volcanic Rock) เป็นหินลาวา หินป๊อปคอร์น ที่ผ่านความร้อนหลายร้อยหลายพันองศาเซลเซียสมาแล้ว เปรียบเหมือนข้าวโพดที่ผ่านการคั่วเป็นป๊อปคอร์นแล้วจึงจะสามารถละลายน้ำได้แตกตัวได้ พืชถึงจะนำไปใช้งานได้ แต่ถ้าเราใช้ซิลิก้า (Sio2) จากดิน หิน ทราย กรวด ลูกรัง ทั่วๆไป ซึ่งก็ถือว่าเป็นพวกที่มีปริมาณการสะสมของซิลิก้าค่อนข้างมากด้วยเช่นเดียว แต่เป็นซิลิก้าที่ละลายน้ำได้น้อย เป็นประโยชน์ต่อพืชในด้านสร้างความแข็งแกร่งแก่ผนังเซลล์น้อย

ซิลิสิค แอซิด (Silisic Acid [Si(oH)4]) ปัจจุบันยังไม่ถูกจัดเข้าไปเป็นหมวดหมู่ของแร่ธาตุสารอาหารที่จำเป็นสำหรับพืช แต่เชื่อว่าอีกไม่นานคงจะต้องถูกบรรจุเข้าไปอยู่ในนั้นอย่างแน่นอน เพราะพืชเกือบทุกชนิดบนโลกใบนี้ที่มีคลอโรฟิลด์จะมีส่วนประกอบของแร่ธาตุ ซิลิสิค แอซิดอยู่ด้วยเกือบทุกชนิด ในบ้านเราไม่ว่าจะเป็น ข้าว อ้อย ปาล์ม มะพร้าว ต้นหูกวาง หญ้าคา ฯลฯ ก็มีแร่ธาตุชนิดนี้อยู่ด้วยทั้งนั้น เพียงแต่ความเข้มข้นมีมากน้อยแตกต่างกันไปเท่านั้นเอง

พืชที่ได้รับแร่ธาตุหรือสารอาหารซิลิสิค แอซิดเข้าไปสะสมในผนังเซลล์มากเข้าก็จะช่วยทำให้พืชนั้นมีผนังเซลล์ที่แข็งแกร่ง ดุจดังมีผนังคอนกรีตหรือเกราะแก้วพิเศษช่วยปกป้องพยันต์อันตรายจากโรคแมลงศัตรูพืชต่างๆได้เป็นอย่างดี ช่วยลดการใช้ยาฆ่าแมลง สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มักสะสมอยู่ในร่างกาย แล้วทำให้ชีวิตเราตายผ่อนส่งในบั้นปลาย เจ็บป่วยไม่สบายเป็นโรคผิวหนัง มะเร็ง อัมพฤต อัมพาต ปากเบี้ยว มือหงิกต่างๆ นานา ซึ่งถือว่าวิถีการใช้สารพิษนั้นไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อไปยังฝ่ายวิชาการชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร. 0-2986-1680 -2 นะครับ

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

ใช้อะไรทดแทนสารเคมีที่เป็น เมื่อพืชของเรามีโรคแมลงระบาด

May 15, 2016

ใช้อะไรทดแทนสารเคมีที่เป็น เมื่อพืชของเรามีโรคแมลงระบาด

พี่น้องเกษตรกรหลายท่านที่ขาดช่องทางการรับข้อมูลข่าวสารจากหลายๆ สื่อไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วารสารนิตยสารการเกษตร ทีวี เคเบิ้ล อินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตนั้นมีหลายช่องทาง ทั้งเว็บไซด์ เฟสบุ๊ก ทวิตเตอร์ ไลน์ ฯลฯ ซึ่งจะมีข้อมูลเกี่ยวกับการทำอาชีพเกษตรในรูปแบบที่ไม่ต้องใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายแม้แต่หยดเดียวได้  และโดยเฉพาะที่เว็บไซด์ http://www.thaigreenagro.com  ซึ่งมีข้อมูลเกี่ยวกับการทำอาชีพเกษตรกรรมในหลากหลายสาขาที่เน้นการทำแบบปลอดภัยสารพิษ มุ่งไปสู่การเป็นเกษตรอินทรีย์  เมื่อข้อมูลเข้าไม่ถึงจึงอาจทำให้พี่น้องเกษตรกรมีปัญหาในการแก้ปัญหาโรคแมลงศัตรูพืชทางการเกษตร  โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการทางเลือกที่เป็นไปในรูปแบบที่ปลอดภัยไร้สารพิษ ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ปลอดภัยต่อผู้บริโภค
วันนี้จึงอยากจะแนะนำให้สำหรับผู้ที่อยากจะปรับเปลี่ยนการทำอาชีพเกษตรกรรมแบบเดิม มาเป็นการทำอาชีพเกษตรกรรมแบบปลอดภัยไร้สารพิษด้วยการใช้จุลินทรีชีวภาพทดแทนการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายกันดูนะครับ  ถ้าท่านผู้อ่านหรือพี่น้องเกษตรกรมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของเชื้อราโรครากเน่าโคนเน่า ใบจุด ใบด่าง ใบดำ ที่มีสาเหตุมาจากเชื้อรา ฟัยท็อปทอร่า (Phytophthora spp.), เชื้อราพิเทียม (Pythium spp), เชื้อฟิวซาเรียม (Fusarium spp), -เชื้อราไรซอคโทเนีย (Rhizoctonia spp), เชื้อราสเคลอโรเทียม (Sclerothium spp) ท่านสามารถใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า (Tricoderma sp) หรือ ชื่อการค้า อินดิวเซอร์ (Indeucer)  ในการป้องกันกำจัดรักษาให้หายขาดได้ในแนวทางชีวภาพ ไม่ต้องไปใช้สารเคมีกำจัดเชื้อราแต่อย่างใดนะครับ หรือท่านที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคแคงเกอร์  (Canker) ในพืชตระกูลส้ม สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Xanthomonas axonopodis. pv.citri hasse ในกรณีนี้ท่านผู้อ่านไม่ต้องไปใช้สารเคมีคอปปง คอปเปอร์ หรือสารพิษอื่นๆ แต่อย่างใดนะครับ  ให้ใช้จุลินทรีย์ บาซิลลัส ซับธิลิส(Bacillus Subthilis) ไม่ว่าจะเป็น บีเอสพลายแก้ว (Plaikaew), ไบโอเซ็นเซอร์ (BioCencer) ทดแทนได้เลยเช่นเดียวกัน รับรองว่าโรคแคงเกอร์ที่ทำลายมะนาวของท่านจะมลายหายไปในการฉีดพ่นเพียงไม่กี่ครั้งครับ

และในกรณีที่ท่านมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการที่ผีเสื้อกลางคืน หรือแมลงตัวเต็มวัยเข้ามาวางไข่ ท่านสามารถใช้ผงสมุนไพรอย่าง ขมิ้นชัน ไพล ฟ้าทะลายโจร ตะไคร้หอม กานพลู ชื่อการค้า ไทเกอร์เฮิร์บ (Tiger Herbs) มาทำการฉีดพ่นเพื่อเปลี่ยนแปลงรูปรสกลิ่นของพืชในสวนเราให้ไม่เป็นที่ต้องการหรือพึงประสงค์ของแม่ผีเสื้อกลางคืนหรือแมลงตัวเต็มวัยที่พร้อมจะขยายพันธุ์เหล่านั้น ให้เข้ามาวางไข่ได้น้อยลง หรือบางท่านอาจจะนำเอาสารสกัดจากเมล็ดสะเดา หางไหล หนอนตายอยาก สาบเสือ ฯลฯ เข้ามาผสมผสานด้วยก็ได้  หลังจากนั้นเมื่อมีไข่หลงเหลืออยู่ส่วนหนึ่งก็อาจจะก่อกำเนิดเกิดเป็นหนอน อ๊ะ!ๆ อันนี้ท่านก็อย่าเพิ่งไปซื้อสารเคมีที่เป็นพิษมาปราบอีกเช่นกันนะครับ ให้ท่านใช้จุลินทรีย์ชีวภาพปราบหนอนอย่าง บาซิลลัส ธูริงจิเอนสิส ((Bacillus thuringiensis) ชื่อการค้า บีทีชีวภาพ (Bio BT), ไบโอแทรค (Bio Trac) มาใช้แทนยาฆ่าหนอนได้เลยนะครับ
ส่วนผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่อง เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง เพลี้ยไฟ ไรแดง เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล อันนี้ต้องใช้เจ้านี่เลยครับ เชื้อราขาวบิวเวอร์เรีย ชื่อการค้า ทริปโตฝาจ (Triptophaj), คัทออฟ (Cut Off) อันนี้จะมีคุณสมบัติเด่นมาในเรื่องของการปราบพวกเพลี้ยอ่อนเพลี้ยแป้ง ที่มีเอกลักษณ์ทางด้านป้องกันตัวที่โดดเด่นจากผงฝุ่นแป้ง และคราบน้ำมัน เพราะพวกนี้จะออกไข่มาคราวหนึ่งสองสามร้อยฟอง เกาะรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ใช้สารเคมีฉีดพ่น ถ้าเดินแบบเร็ว ๆ ฉีดพ่นผ่าน ก็จะตายเฉพาะตัวพ่อตัวแม่ที่อยู่ด้านบน ตัวอ่อนและลูกๆ จะไม่ตาย  แต่ถ้าเราใช้อาวุธชีวภาพอย่างจุลินทรีย์ชีวภาพปราบเพลี้ย  “ทริปโตฝาจ (Triptophaj),  คัทออฟ (CutOff) ในอัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น และเสริมเทคนิคทำลายจุดอ่อนเขาเสียหน่อยด้วยการเติมสารจับใบ (ชื่อการค้า ม้อยเจอร์แพล้นท์) หรือจะเป็นน้ำยาล้างจานยี่ห้ออะไรก็ได้นะครับ ในอัตรา 20 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตรก็ได้เช่นเดียวกัน ก็จะช่วยทำลายจุดแข็งของเพลี้ยเหล่านั้นได้ในระยะเวลาอันสั้นนะครับ
ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งที่บางทีอาจจะเป็นผู้ที่มีที่อยู่อาศัยเป็นบ้านไม้และได้รับการรบกวนจากปลวก อันนี้ท่านสามารถใช้จุลินทรีย์เมธาไรเซียม มีชื่อการค้าว่า “เมธาไรเซียม”,  ฟอร์แทรน (Fortran) สามารถกำจัดปลวกร้ายให้ตายยกรังได้ ถ้านางพญาเขาไม่รู้ตัวเสียก่อน อย่าลืมนะครับ มนุษย์เราอยู่คู่กับปลวกมาร่วมสองแสนล้านกว่าปี ยังไม่มีใครรบชนะกับใครได้ ดังนั้นถ้านางพญาของปลวกรวมไปถึงองครักษ์ถ้าเขาตื่นตัวระแคะระคายว่าจะมีคนปองร้ายเขาก็จะสร้างผนังกั้นห้องมิให้โซนหรือพื้นที่มีนางพญาอาศัยอยู่ได้รับการติดเชื้อ หรือไม่ถ้าถูกรุกรานหนักก็อพยพหลบหายไป เพราะฉะนั้นบางทีการใช้จุลินทรีย์ชีวภาพอย่างเมธาไรเซียมก็ไม่สามารถทำให้ปลวกตายยกรังได้เช่นกัน แต่ปลวกจะระมัดระวังป้องกันอพยพโยกย้ายไปจากพื้นที่ ถ้าเขารู้ว่ามีเจ้าเชื้อราเขียว เมธาไรเซียม (Metharhizium Sp) อาศัยอยู่ ทั้งหมดทั้งปวงที่ยกมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้ทราบก็มีประมาณนี้ ถ้าสนอกสนใจในเรื่องเหล่านี้เพิ่มเติมท่านสามารถติดต่อสอบถามไปพูดคุยกับฝ่ายวิชาการของชมรมเกษตรปลอดสารพิษได้นะครับที่เบอร์โทรศัพท์ 02 986 1680 – 2

มนตรี  บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com

แก้ปัญหาราแป้งราน้ำค้างช่องว่างระหว่างฤดูหนาว

December 2, 2014

เชื้อราสาเหตุโรคราน้ำค้างและโรคราแป้งเป็นปรสิตถาวรกล่าวคือ ตลอดวงจรชีวิตจะต้องอาศัยและเจริญเติบโตบนสิ่งที่มีชีวิตเท่านั้นไม่สามารถนำมาเลี้ยงบนอาหารสังเคราะห์ได้ ดังนั้นการทดสอบเชื้อที่เป็นปฏิปักษ์จึงต้องทำบนแปลงทดสอบ เพื่อให้ทราบถึงผลของจุลินทรีย์ที่จะเข้าไปยับยั้งหรือทำลายเจ้าเชื้อโรคพืชเหล่านี้

เชื้อราที่ก่อให้เกิดโรคราน้ำค้าง จะสร้างสปอแรนเจียม ซึ่งเป็นส่วนแพร่กระจายขยายพันธุ์ของราและก้านชูสปอร์ของราสาเหตุ บริเวณด้านนอกของผิวพืชที่โผล่หรือยื่นออกมาทางปากใบของใบพืช กลุ่มก้อนของสปอร์มีสีขาวและสีเทาปรากฏบนผิวใบตัดกับสีเขียวของพืช มีลักษณะคล้ายกำมะหยี่ หรือหยาดน้ำค้างบนใบพืช เมื่อสปอร์แก่จะหลุดออกจาก้านสปอร์ได้ง่าย ลมพัดพาไปได้ไกล ๆ เมื่อตกลงบนส่วนใดของพืชจะเกิดการงอกของสปอร์ ลักษณะการเจริญของเส้นใยในพืชเป็นทั้งการเจริญเข้าไปในเซลล์หรืออยู่ระหว่างเซลล์และมีการสร้างเส้นใยพิเศษสำหรับดูดซับอาหารจากพืช

ส่วนเชื้อโรคราแป้งนั้นจะสร้างเส้นใยและกลุ่มของสปอร์ลักษณะเป็นผงคล้ายแป้ง มีสีขาวหรือขาวเทาบนผิวใบพืชที่เข้าทำลายเป็นกลุ่มๆ หรือเต็มผิวใบ แล้วส่งเส้นใยพิเศษเข้าไปอยู่ในเซลล์ใต้ผิวใบ เกิดขึ้นได้ทั้งบนใบและใต้ใบ ราชนิดนี้เข้าทำลายพืชเพียงผิวตื้นๆ แค่ใต้ผิวใบ บางชนิดอาจะเข้าทำลายพืชต่ำกว่าใต้ผิวใบหลังจากนั้นเมื่อสปอร์แก่จะถูกปล่อยสู่สภาพแวดล้อมในอากาศในน้ำและในดินต่อไป
ลักษณะอาการ โรคราน้ำค้างแตกต่างกันไปตามชนิดของพืชที่ราเข้าทำลาย ลักษณะโรคราน้ำค้างบนใบข้าวโพดในระยะกล้าอายุประมาณ 1 สัปดาห์ จะเกิดเป็นจุดเล็กๆ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 – 2 มิลลิเมตรมีสีเขียวฉ่ำน้ำ เป็นจุดเริ่มแรกที่ราเข้าทำลายแล้วขยายเป็นทางยาวสีเหลืองหรือสีเขียวอ่อนสลับสีเขียวแก่ลามลงไปถึงโคนใบและกระจายทั่วต้นพืช ใบข้าวโพดจะมีสีเขียวซีด โดยเฉพาะใบตรงส่วนยอด ต้นแคระแกร็น เตี้ย ข้อถี่ ไม่มีฝัก หากมีฝักจะเล็ก ก้านฝักยาว เมล็ดสมบูรณ์มีน้อยหรือไม่มีเลย ใบส่วนยอดอาจลาย มีสีเขียวอ่อนสลับสีเขียวแก่ หากสภาพแวดล้อมเหมาะสม ความชื้นสูง ยอดจะเจริญแตกเป็นฝอย เป็นพุ่ม เมื่อข้าวโพดอายุมากใบจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลคล้ายใบไหม้และแห้งตายในที่สุด ราน้ำค้างบนพืชตระกูลแตงมักพบลักษณะอาการบนใบเป็นจุดสีเหลืองตามผิวใบด้านบน ส่วนด้านใต้ใบเป็นจุดที่ปกคลุมด้วยกลุ่มสปอร์สีเทาดำ จุดดังกล่าวคือเนื้อเยื่อตายจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ใบแตงที่เป็นโรคแสดงลักษณะอาการเป็นจุดเหลี่ยมอยู่ในขอบเขตของเส้นใบ ใบที่เป็นโรคจะค่อยๆ แห้งลง แต่ไม่หลุดร่วงจากเถา ถ้าโรคระบาดในระยะที่แตงยังเล็กอยู่ อาจะทำให้เถาแตงแห้งตาย หรือถ้าเป็นโรคในระยะที่ผลยังอ่อนจะทำให้ผลมีขนาดลีบเล็กลง บิดเบี้ยว แคระแกร็นและคุณภาพต่ำ เกิดความเสียหายอย่างมากในแคนตาลูปและแตงโม โรคนี้จะทำให้ความหวานลดลงราน้ำค้างเป็นโรคที่พบทั่วไปบนกะหล่ำ คะน้า และผักกาด ถ้าเป็นในระยะต้นกล้า พืชมักแสดงอาการรุนแรง ใบเลี้ยงต้นกล้าเกิดเป็นจุดช้ำ แผลขยายลุกลามรวดเร็ว ต้นกล้าเน่ายุบ ทำให้พืชตายหรือแคระแกร็นไม่เจริญเติบโต ในต้นโตใบพืชที่เป็นโรคมักเกิดจุดสีเหลืองซีดเป็นหย่อมๆ ขึ้นที่ใบ ขยายออกเป็นหย่อมแผลสีน้ำตาลในเนื้อใบ เมื่ออากาศชื้นจัดในช่วงเช้าตรู่หรือหลังฝนตกใหม่ๆ จะพบเส้นใยและสปอร์ของราสาเหตุโรคเจริญปกคลุมบริเวณที่เหลืองซีดนั้น ลักษณะเป็นขุยสีขาวหรือสีเทาอ่อน สามารถมองเห็นได้ชัดบริเวณใต้ใบ เมื่ออากาศแห้งจะพบแต่อาการเหลืองซีดเท่านั้น ต่อมาเนื้อเยื่อบริเวณนี้จะแห้งในกะหล่ำดอกและบรอกโคลี่ถ้าเชื้อราเข้าทำลายในระยะสร้างดอกจะเกิดเป็นจุดดำเล็กๆ บนช่อดอก ถ้ามีอาการรุนแรงดอกอาจยืดหรือบิดเบี้ยวเสียรูปทรง ในกะหล่ำปลีเกิด เป็นจุดเล็กๆ บนใบไม่ค่อยขยายขนาด เชื้อราสามารถทำลายได้ทั้งใบ ผล และลำต้นขององุ่น ด้านบนของใบจะมีจุดสีซีดขนาดเล็ก ต่อมาขยายใหญ่ขึ้น ใต้ใบมีกลุ่มของสปอร์เกิดขึ้นที่แผลมีสีเทาเข้มต่อมาแผลบนใบแห้งเป็นสีน้ำตาล ถ้าเชื้อราเข้าทำลายผลองุ่นระยะเล็กๆ จะทำให้ผลโตได้เพียงครึ่งหนึ่งของผลที่โตเต็มที่ ผลย่นและแห้ง มีสีแดงหรือสีน้ำตาลส่วนเถาองุ่นที่ยังอ่อนเมื่อถูกราเข้าทำลายจะแคระแกร็นเปลี่ยนรูปร่าง เนื้อเยื่อเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และตายในที่สุด

โรคราแป้ง มีลักษณะอาการเด่นชัดคล้ายคลึงกันในหลายพืช มองเห็นเป็นปุยของกลุ่มสปอร์และเส้นใยสีขาวเทาที่เชื้อราสร้างขึ้นบนผิวใบ สำหรับใบยางพาราเมื่อเชื้อราเข้าทำลายจะมองเห็นเป็นปุยของกลุ่มสปอร์ และเส้นใยสีขาวเทาของเชื้อราที่สร้างขึ้นบนผิวใบคล้ายแป้ง ถ้าทำลายในระยะใบอ่อนใบก็จะหลุดร่วงไป แต่ถ้าใบมีสีเขียวแข็งแรงแล้วจะมีการเจริญเติบโตต่อไปได้ แต่จะเกิดรอยแผลสีเหลืองซีดแล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ขนาดและรูปร่างของแผลไม่แน่นอน ถ้าโรคนี้ทำลายมาก ๆ ใบย่อยจะหลุดร่วงเหลืองแต่ก้านใบติดอยู่ ใบที่ร่วงส่วนมากมีขนาดเล็ก ไม่คลี่ขยายตัวใบที่หล่นอยู่บนพื้นดินจะมีลักษณะปลายใบบิดงอเน่า มีสีดำจากปลายใบเข้ามา ส่วนพืชอาศัยบางชนิด เช่น พริก มีลักษณะอาการจุดแผลมีเมล็ดสีน้ำตาลบนเนื้อเยื่อลักษณะคล้ายแป้งปกคลุมผิวด้านใต้ของใบ ใบพริกที่เป็นโรคจะหลุดร่วงจากต้นส่วนพืชอาศัยอื่นๆ ใบที่เป็นโรคจะแห้งตายติดอยู่บนต้น อาการของโรคราแป้งตำลึงเป็นผงสีขาวอยู่ที่ด้านบนและด้านล่างของผิวใบโดยเริ่มเป็นเส้นใยบางๆ และจุดเล็กๆ สีขาวเพิ่มจำนวนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จนเป็นลักษณะเส้นใยที่รวมตัวกันเป็นกระจุกหนา ต่อมากระจุกเหล่านั้นเจริญต่อเชื่อมกันเป็นปื้นสีขาว บริเวณส่วนบนและด้านใต้ใบของตำลึง การเกิดโรคจะเกิดจากใบส่วนล่างของเถาตำลึงหรือใบที่มีอายุแก่พอสมควรแล้วจึงลุกลามไปยังส่วนปลายเถา ทำให้เถาตำลึงแห้งตายได้ เชื้อสาเหตุโรคราแป้งเข้าทำลายไม้ผลหลายชนิด เช่น มะม่วง ทุเรียน เป็นต้น ซึ่งจะทำลายใบ ยอดอ่อน ตา กิ่ง ลำต้น และดอก ถ้าโรคนี้เป็นกับใบอ่อนบริเวณที่เป็นโรคจะเริ่มแสดงอาการนูนกว่าปกติ ต่อมาจะเกิดผงสีขาว ซึ่งเป็นส่วนของเส้นใยและคอนิเดีย (conidia) ของเชื้อราขื้นปกคลุม ในไม่ช้าใบจะหงิกงอ ถ้าเป็นกับใบที่โตเต็มที่อาการหงิกงอจะปรากฏเล็กน้อย ในระยะหลังใบจะเป็นแผลสีม่วง แดง และดำ เนื่องจากเซลล์ถูกทำลาย บริเวณส่วนอื่นที่เป็นโรคจะมีเส้นใยสีขาวขึ้นปกคลุมถ้าเป็นส่วนตาของพืชจะไม่เจริญ กิ่งที่เป็นโรคนานๆ อาจจะแห้งตายในที่สุด หากเชื้อราเข้าทำลายผลทุเรียนตั้งแต่เริ่มติดผลอ่อนจนกระทั่งผลแก่ ผิวที่ผลอ่อนจะมีผงสีขาวๆ คล้ายโรยด้วยแป้งและผลอ่อนก็จะร่วงไป แต่ถ้าเชื้อโรคเข้าทำลายเมื่อผลโตแล้วจะทำให้ผลแก่มีสีผิวที่ผิดปกติไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมท่านผู้อ่านสามารถไปสืบค้นได้ตามแหล่งอ้างอิงนี้นะครับ (ทีวี เก่าศิริ. 2549. หน่วยที่ 10 ชนิดของโรคพืช ตอนที่ 10.1 โรคพืชที่เกิดจากรา ในเอกสารสอนชุดวิชา ศัตรูพืชเบื้องต้น. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ หน้า 10-10-34. อมรรัตน์ ภูไพบูลย์ พีระวรรณ พัฒนวิภาส ปิยรัตน์ ธรรมกิจวัฒน์ พจนนา ตระกูลสุขรัตน์ และเพลินพิศ สงสังข์. 2550. ราน้ำค้าง..ผัก. น.ส.พ. กสิกร 50 (2) : 58 – 62)

สภาพที่เหมาะสมเอื้อต่อการเจริญเติบโตและแพร่ระบาดของราน้ำค้างหรือเชื้อราโรคพืชอื่นๆ คือ ลักษณะอากาศที่เย็น อุณหภูมิต่ำ และความชื้นสัมพัทธ์สูง สปอร์จะแพร่กระจายโดยปลิวไปตามลม หากมีความชื้นหรือน้ำพอเหมาะมีฝนตกติดต่อกันหลายวันเชื้อราจะสร้างและปล่อยสปอร์ที่มีหางว่ายน้ำได้ออกไปทำลายพืช สำหรับอุณหภูมิที่เหมาะสมคือช่วง 15 – 20 องศาเซลเซียส ความชื้นและความเปียกของใบเป็นเวลายาวนานมีผลทำให้ราสามารถเข้าทำลายพืชทางปากใบ โดยทั่วไปจะใช้ระยะเวลาภายใน 5 ชั่วโมง และมีระยะฟักตัวประมาณ 4 – 12 วัน ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิที่เหมาะสมในขณะนั้น และท่านผู้อ่านสามารถที่จะดูแลแก้ไขได้ไม่ยากนะครับ ในห้วงช่วงนี้ถ้าพื้นที่ใดมีสภาพและลักษณะอากาศดังที่กล่าว ให้รีบฉีดพ่น สารสกัดจากเปลือกมังคุด (แซนไนท์) ร่วมกับ ฟังก์กัสเคลียร์ (ผงจุลสี แคลเซียม โบรอน ซิลิกอน และ แมงกานีส) ในอัตรา 2 ซี.ซีและ 2 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อทำการล้างใบทำลายสปอร์ให้สะอาดออกไปเสียบ้างก่อน หลังจากนั้นฉีดพ่นบีเอสพลายแก้ว สลับกับจุลินทรีย์ไตรโคเดอร์ม่า ก็รักษาโรคราแป้งราน้ำค้างได้ไม่ยากเลยครับ

มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com

สร้างพืชให้แข็งแรงเหมือนไก่ชน

December 2, 2014

หลังจากบราซิลพ่ายให้แก่เยอรมันไป 7-1 สร้างความโศกเศร้าเสียใจแก่แฟนบอลชาวบราซิลกว่าค่อนประเทศ ต่างก็แสดงอารมณ์ความรู้สึกรับไม่ได้ ร้องห่มร้องไห้เสียใจ เผาเสื้อทีม อื่นๆอีกมากมายสุดจะพรรณาเนื่องด้วยศักดิ์ศรีความเป็นเจ้าภาพค้ำคอพ่วงอยู่ด้วยอีกหนึ่งตำแหน่งนั่นเอง ต่อมาอีกคู่หนึ่งระหว่างอาร์เจนตินากับฮอลแลนด์เพิ่งจะผ่านไปสดๆร้อนเมื่อคืนนี้เองนะครับเริ่มตั้ง 03.00 จนเกือบถึง 05.00 ผลสุดท้ายดวลแข้งกินกันไม่ลงจนต้องมาตัดสินกันที่จุดโทษผลอาร์เจนตินาชนะไป 4 ต่อ2 ทีนี้ก็ต้องลุ้นกันต่อไปในนัดชิงระหว่างเยอรมันกับอาร์เจนตินา รับรองว่าน่าจะสนุกสุดเหวี่ยงทีเดียวเชียวละครับ

พูดถึงการแข่งขันการต่อสู้เอาชัยชนะก็นึกไปถึงนักสู้ในสังเวียนไก่ชน ซึ่งตัวแสดงในที่นี้หาใช่มนุษย์ไม่แต่เป็นไก่ และเป็นไก่ที่ไม่ธรรมดา เขาเรียกกันว่า “ไก่ชน” ซึ่งจะพูดถึงรายละเอียดแล้วนั้นมีมากมายหลายสายพันธุ์และสายพันธุ์ที่โด่งดังมีประชาชนคนไทยรู้จักมากที่สุดน่าจะเป็นพันธุ์ “เหลืองหางขาว” ที่สมเด็จพระเนรศนำมาประชันขันแข่งเดิมพันหมายมั่นปั้นว่าจะชิงบ้านชิงเมืองกับมังสามเกียรติในขณะที่ทรงเยาว์พรรษานั่นทีเดียว

ไก่ชนที่จะนำมาประชันกันนั้นจะต้องผ่านการประคบประหงมดูแลเป็นอย่างดี ทั้งที่ความจริงแล้วก็เป็นไก่สายพันธุ์ที่มีความแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจดีอยู่ อาจจะจัดอยู่ในหมวดนักเลงเมื่อเทียบกับคนหรือมนุษย์ คือเจอหน้าตัวผู้เหมือนกันแล้วเป็นจะต้องท้าตีท้าต่อยอยู่ร่ำไป ยิ่งมีการบำรุงรักษาดูแล ให้อาหารเสริม แคลเซียม ซิลิก้า ออกกำลังกาย จับล่อจับชน (ปล้ำไก่) อาบแดด ฯลฯ ยิ่งมีพละกำลังมีภูมิต้านทานในร่างกายแบบไร้ที่ติ ทำให้กำดำรงคงชีวิตนั้นค่อนข้างที่จะไร้โรคภัยไข้เจ็บอย่างน่าประหลาดใจ ดังที่เราๆท่านได้เห็นผ่านหูผ่านตากันมาแล้วในกรณีของไข้หวัดนกH5N1. ที่มีแต่ไก่ชนเท่านั้นที่สามารถอยู่รอดปลอดภัยเอาชีวิตผ่านมาได้

เฉกเช่นเดียวกันครับท่านผู้อ่านท่านลองคิดดู หากเรานำพืชมาบำรุงเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพืชให้กินอาหารครบทั้งธาตุหลัก ธาตุรอง ธาตุเสริม และให้แร่ธาตุพิเศษอย่างซิลิก้าที่ได้จากหินแร่ภูเขาไฟก็จะช่วยทำให้พืชของเรามีความแข็งแกร่งทนทานต่อโรคแมลงเพลี้ยหนอนราไรได้เช่นกัน ดังที่มีข้อมูลการวิจัยจากหลายหน่วยงานเช่น 1. ทัศนีย์ ชัยวัฒน์ หินแร่ภูเขาไฟต่อการเข้าทำลายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล 2. อิทธิพลของซิลิกอนและฟอสฟอรัสต่อการดูดใช้ธาตุอาหารฟอสฟอรัสของข้าวและข้าวโพดที่ปลูกในดินเปรี้ยวจัดชุดดินรังสิตกรดจัด (รัตนชาติ ช่วยบุดดา พจนีย์ มอญเจริญ กองวิเคราะห์ดิน กรมพัฒนาที่ดิน จตุจักรกรุงเทพฯ, จงรักษ์ จันทร์เจริญสุข ภาคปฐพีวิทยา คณะเกษตร ม.ก. บางเขน, เอ็จ สโรบล ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร ม.ก. บางเขน) 3. อิทธิพลของการใช้ภูไมท์ซัลเฟตร่วมกับปุ๋ยพืชสดต่อการเจริญเติบโตผลผลิตข้าวและการปลดปล่อยแก๊สมีเทน. (ดวงสมร ตุลาพิทักษ์ ศูนย์ศึกษาค้นคว้าและพัฒนาการเกษตรกรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คณะเกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น, พัชรี แสนจันทร์ ภาควิชาพืชศาสตร์แงะทรัพยากรการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น) 4. การใช้ซีโอไลท์ปรับปรุงดินเพื่อการเกษตรผลที่มีต่อปริมาณธาตุอาหารในดินและธาตุอาหารที่ถูกชะล้าง (นงลักษณ์ วิบูลสุข, พวงเล็ก โมลากุล กลุ่มงานวิจัยเคมีดิน กองปฐพีวิทยา กรมวิชาการเกษตร) 5. ซิลิคอนอินเอกริคัลเจอร์ (Silicon In Agriculture) หนังสือรวบรวมงานวิจัยจากดอกเตอร์ทั่วโลก ฯลฯ

แร่ธาตุซิลิก้าหรือซิลิสิคแอซิดนี้จะช่วยทำให้พืชมีภูมิต้านทานมีความแข็งแร่งคล้ายไก่ชนเมื่อเจ็บป่วยมีโรคแมลงรบกวนก็สามารถใช้จุลินทรีย์และสมุนไพรใช้รักษาในแนวทางชีวภาพปลอดภัยไร้สารพิษรักษาก็กระทำได้โดยง่ายได้ง่าย พี่น้องเกษตรกรที่ต้องการทางเลือกอาชีพเกษตรกรรมที่ทำแล้วปลอดภัยไร้สารพิษ ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมก็สามารถใช้หินภูเขาไฟเป็นทางเลือกสร้างความแข็งแกร่งให้กับพืชได้อีกทางหนึ่งนะครับ

มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com