Archive for the ‘เกษตรผสมผสาน’ Category

เพิ่มมูลค่าผลผลิต เพิ่มยอดขายได้คุณค่า ควรหาเครื่องหมาย GAP และ Q

May 15, 2016

เพิ่มมูลค่าผลผลิต เพิ่มยอดขายได้คุณค่า ควรหาเครื่องหมาย GAP และ Q

เดี๋ยวนี้เกษตรกรยุคก้าวหน้าหลายท่านได้ปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้าผลผลิตภาคการเกษตรให้มีราคาและคุณค่าเพิ่มมากขึ้นต้องทำอย่างไร….แหม!..คิดว่าหลายๆ ท่านที่อยู่ในวงการนี้ก็น่าจะทราบกันเป็นอย่างดีแล้วนะครับว่า…ก็ต้องหาสิ่งที่มาการันตีให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจ แน่ใจ (make sure) ว่าผลิตภัณฑ์ของเรานั้นมีคุณภาพปลอดภัยไร้สารพิษจริงๆนั่นนะซิครับ

แต่ก็อีกนั่นแหละใช่ว่าจะได้กันมาง่ายๆ นะครับ (แบบถูกต้องขาวสะอาด…อิอิ) เพราะการทำให้ได้มาตรฐาน ถูกต้อง เจ้าหน้าที่เขาก็จะต้องตรวจสอบ เข้มงวด และค้นหาแหล่งที่แบบตรวจสอบย้อนกลับ ว่าเราได้ฉีดพ่นใส่ปุ๋ย ยา ฮอร์โมนอะไรลงไปบ้าง ผลิตภัณฑ์ที่นำมาใส่ นำมาฉีดจะต้องมีแหล่งที่มาอย่างชัดเจน มิฉะนั้นบรรดาท่านๆ เขาก็จะอาจจะไม่อนุมัติให้สัญญลักษณ์ GAP และ Q แก่เรามาได้ง่ายๆ

ก่อนที่จะไปพัฒนาผลผลิตของเราให้ได้มาตรฐาน เราก็มาทำความรู้จักคำว่า GAP กันสักนิดนะครับ G นี้หมายถึง Good = ดี, A = Agricultural, P = Practice แปลรวมๆ กันหมายถึง การทำเกษตรในทางที่ดีมีความปลอดภัยนั่นเองครับ โดยเขาจะเฝ้าดูเราตั้งแต่เริ่มกระบวนการผลิต การเตรียมพันธุ์ การปลูก การบำรุง ดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว ตลอดไปจนถึงการปฏบัติหลังการเก็บเกี่ยวโน่นเลยทีเดียวเชียวล่ะครับ แต่ก็ไม่ต้องไปซีเรียสกับชื่อและรายละเอียดมากนักหรอกดอกนะครับ เอาเป็นว่าทำอย่างไรให้ผู้บริโภคปลอดภัย ใส่ใจ สร้างจิตสำนึกรับผิดชอบสังคมและผู้บริโภคเพียงเท่านี้…ผมก็คิดว่าคุณๆ คงจะทำได้ไม่ยาก…..เพียงเริ่มแค่จิตสำนึกที่ดีของตนเอง….ทุกๆสิ่งก็จะดีตามมาอย่างแน่นอนครับ

ส่วนเครื่องหมายรับรอง Q ก็คือ เครื่องหมายรับรองที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศใช้เพื่อแสดงถึงการให้การรับรองสินค้าเกษตรและอาหาร ว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่ประกาศโดยหรือได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ในด้านความปลอดภัยอาหาร (food safety) และด้านคุณภาพที่จำเป็น อืห์ม ค่อนข้าวยาวนิดนึงนะครับ แต่ก็ยังมี Q อีกตัวหนึ่งนะครับ ที่เป็นระดับ พรีเมี่ยม

เครื่องหมายรับรอง Q Premium คือ เครื่องหมายรับรองที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เหมือนกัน ประกาศใช้เพื่อแสดงถึงการให้การรับรองสินค้าเกษตรและอาหาร ว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่ประกาศโดยหรือได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ในด้านความปลอดภัยอาหารและด้านคุณภาพที่จำเป็น นอกจากนี้สินค้าเกษตรและอาหารต้องมีการคัดแยกชั้นคุณภาพ หรือมีการผลิตและจัดการเป็นพิเศษ เพื่อให้สินค้ามีคุณภาพอยู่ในระดับพิเศษ ตามเกณฑ์เฉพาะสินค้าที่กำหนดในมาตรฐาน เรียกว่าถ้าได้สัญลักษณ์ทั้งสามอย่างนี้ไป สินค้าเกษตรของเราก็จะมีคนนิยมมากขึ้นแบบชัวร์ ๆ เลยล่ะครับ

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

ผมอยากให้คุณๆ มาทำเกษตรปลอดสารพิษจังเลยนะครับ

May 15, 2016

ผมอยากให้คุณๆ มาทำเกษตรปลอดสารพิษจังเลยนะครับ

คุณรู้ไหมว่าการทำเกษตรปลอดสารพิษนั้นช่วยประเทศชาติได้มากมายเลยทีเดียวเชียวนะครับ  เพราะว่าการเกษตรของไทยเราในปัจจุบันนั้นส่วนใหญ่ของประเทศจะนิยมชมชอบการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ต้องนำเข้าปีหนึ่งๆ เป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาท ……ไม่เชื่อลองไปดูข้อมูลตัวเลยการนำเข้าวัตถุอันตรายของกรมวิชาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรกันดูได้นะครับ
การทดลองทำการเกษตรที่ไม่ใช้สารพิษ ความจริงก็เริ่มโดยการปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้แบบประหยัดมัธยัสให้กับครอบครัวของเราเองก่อนก็ได้ครับ เป็นการฝึกวิทยายุทธ์ให้แก่กล้าไปในตัว เผื่อวันหน้ามีโอกาสได้ทำฟาร์มโน่น นี่ นั่น ก็จะได้มีประสบการณ์ ไม่ต้องไปนับหนึ่งใหม่

เทคนิควิธีการในการทำเกษตรปลอดสารพิษ ก็ไม่มีอะไรมากนะครับ เพียงแต่เราต้องเข้าใจบริบทองค์รวมทั้งหมด ว่าพืชนั้นต้องอาศัยปัจจัยใดบ้างที่ใช้ในการเจริญเติบโต ใช่ว่าจะปลูกแบบทิ้งๆ ขว้างๆ แล้วรอให้โรคแมลงเข้ามารบกวน แล้วจึงไปซื้อปุ๋ย ยา ฮอร์โมนมาใช้ในตอนใกล้จะโคม่า ซึ่งทำให้ต้องสิ้นเปลืองและยึดติดกับยาฆ่าแมลงที่มีฤทธิ์แรงๆ ได้ผลเร็วๆ จึงทำให้ต้องสิ้นเปลืองต้นทุนเพิ่มมากขึ้น……….เพราะหนอน แมลง ก็จะมีการพัฒนากลายพันธุ์ตามไปด้วย

การที่เราศึกษาหาข้อมูลว่าองค์ประกอบของการเจริญเติบโตของพืชจะต้องใช้ดินที่มีความโปร่งฟูร่วนซุย ระบายถ่ายเทน้ำดี มีค่าความเป็นกรดและด่างอยู่ที่ระหว่าง 5.8-6.3 ซึ่งจะช่วยทำให้แร่ธาตุและสารอาหารในดินเดิมละลายออกมาเป็นประโยชน์ต่อพืชได้ง่าย (เป็นการใช้ทรัพยากรดินให้คุ้มค่า) ส่วนแร่ธาตุอื่นๆ ที่เมื่อเราปลูกไปสักพักและมีประสบการณ์เพิ่มมากขึ้นก็จะทราบว่า พืชยังต้องการธาตุอะไรอีกบ้าง เช่น ธาตุหลัก ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ธาตุรอง แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน ธาตุเสริม เหล็ก ทองแดง แมงกานีส สังกะสี โบรอน โมลิบดินั่ม นิกเกิ้ล ฯลฯ

และความจริงยังมีธาตุพิเศษอีกสองตัวนะครับ ที่มีความสำคัญในการเร่งโตให้กับพืช และเป็นแร่พิเศษ (พิเศษ มิได้หมายถึง วิเศษมหรรศจรรย์นะครับ) คือพืชจะมีหรือไม่มีในเซลล์ของเขาก็ได้ แต่ถ้ามีก็จะช่วยทำให้เซลล์พืชแข็งแกร่ง ต้านทานต่อโรคแมลงเพลี้ยหนอน รา และไร ได้ ….สองตัวนี้คือ ซิลิสิค แอซิด กับ ไคโตซาน มีความสำคัญมากเลยนะครับต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะประเทศที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องเกษตรปลอดสารพิษ เกษตรอินทรีย์ เพราะเจ้าสองตัวนี้จะช่วยลดการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจากต่างประเทศ ช่วยการสูญเสียเงินตราออกนอกประเทศ

การปลูก การทาน พืชผักที่ปลอดภัยไร้สารพิษ ช่วยทำให้สุขภาพของเราดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บแบบตายผ่อนส่งในระยะบั้นปลายท้ายชีวิต อีกอย่างหนึ่งก็ถือว่าเป็นการทำบุญทำทานให้กับผู้บริโภคทั่วไปที่มักอยากได้พืชผักที่ไม่มีสารพิษเจือปน เป็นทางเลือกในการมีอาหารที่ สด สะอาด ปลอดภัยไว้รับประทานกัน…..แต่ที่ได้มากที่สุดก็เห็นจะไม่พ้นเป็น “ตัวเรา” นั่นเองครับ

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

มาปลูกผักปลอดสารพิษกันนะครับ

May 15, 2016

มาปลูกผักปลอดสารพิษกันนะครับ

เดี๋ยวนี้ใครๆ เขาก็ทานแต่ผักที่ปลอดภัยไร้สารพิษ ….แต่ถ้าไม่ปลูกเองนี่..จะมั่นใจได้อย่างไรว่าปลอดสารพิษจริงๆ…วันนี้จึงอยากชวนคุณๆท่านผู้อ่านที่ชอบรับประทานอาหารแนว คลีนแอนด์กรีน ให้ลองทำการปลูกผักที่ปลอดภัยไร้สารพิษกันดูนะครับ เผื่อว่าบางคนเบื่อหน่าย อยากจะหลีกหนีผักในเมืองตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำที่มีเลเบล มีฉลากแปะไว้สวยหรู แต่เนื้อแท้ด้านในอาจจะกลับเป็นผักที่รับมาจากสวนจากตลาดที่ไม่แตกต่างกันก็เป็นได้ เนื่องด้วยความต้องการที่มีมาก การผลิตจึงไม่เพียงพอต่อความต้องการ บางครั้งบางงานก็ต้องแอบบยัดไส้ใส่ผักธรรมดาที่ไปหาซื้อจากตลาดมา ดังที่นักข่าวเขาออกมาแฉมากล่าวกันอยู่บ่อยๆ

ดังนั้นถ้าอยากจะสนุกคลุกด้วยความสะอาด ก็ลองมาเริ่มด้วยการเตรียมแปลงที่สุดแสนจะง่ายดาย…เพียงแค่ใช้จอบเสียมขุดแซะแงะงัดพืนดินที่เรียบราบให้ยกพื้นฟื้นกระดอนขึ้นมาเป็นก้อนระเกะระกะแล้วทุบตีให้แตกเพื่อให้เนื้อดินผสมกลมกลืนกับวัสดุอื่นๆ ที่เราจะใส่เสริมเติมเข้าไปในภายหลัง ส่วนขนาดกว้างยาวก็สุดแต่ว่าใครจะสาวได้สาวเอา….เอ๊ย! ไม่ใช่ครับ สุดแต่ใจจะไขว่คว้าหรือตามชอบใจ

บางคนก็อาจจะใส่กระบะเพาะกล้า ซื้อดิน ซื้อขุยมะพร้าว พี้ทมอส เพาะในถาดหลุมก็ได้เช่นเดียว เมื่อต้นโตแล้วก็นำไปย้ายลงแปลงปลูก ใส่ในโอ่ง อ่าง กระถาง กะละมังก็ว่ากันไป หรือจะเพาะในแปลงเสียทีเดียวเลยก็ทำได้เช่นเดียวกัน โดยการหว่านปุ๋ยหมักปุ๋ยคอก และเสริมด้วยหินแร่ภูเขาไฟที่อุดมไปด้วยธาตุอาหารอีกสักหน่อยก็จะช่วยทำให้ดินนั้นอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่พร้อมต่อการเจริญเติบโตของพืชผักนานาชนิด ใช้จอบสับกลับไปกลับมาให้วัสดุปลูกเข้ากัน บางท่านถ้ามีชุดตรวจวัดกรดด่างของดิน ก็นำมาตรวจเสียหน่อยก็ดี แล้วปรับเช็คให้ได้ในระดับ 5.8-6.3 (เรียกกว่าช่วงกรดอ่อนๆ) ก็จะทำให้พืชผักดูดกินแร่ธาตุสารอาหารในดินเดิมได้เต็มที่มากขึ้น

หลังจากหว่านกล้าเมล็ดพันธุ์นลงไป อาจจะมุมใดมุมหนึ่งก่อนนะครับ แล้วรอให้โตสักหน่อยประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์ค่อยทำการย้ายกล้ากระจายให้ทั่วแปลง หลังหว่านกล้าเมล็ดพันธุ์เสร็จก็ใช้ฟางหรือหญ้าสับคลุมทับอีกทีหนึ่ง (สูตรและวิธีการนี้ไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมีนะครับ) ราดรดด้วยจุลินทรีย์ขี้ควายเพื่อเป็นการส่งกองกำลังจุลินทรีย์ไทยแลนด์ ลงสู่แปลงเกษตรไทยแลนด์ไปทำการย่อยสลายแร่ธาตุและสารอาหารต่างๆ ในดินธรรมชาติให้ออกมามากที่สุดเท่าที่พวกเค้าจะทำได้
หลังนั้นก็รอเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณหนึ่งถึงสองเดือนก็ได้แล้วครับ ระหว่างการเจริญเติบโตถ้ามีหนอนโรคแมลงรบกวนไม่มากก็ปล่อยๆ ปลงๆ ไปบ้าง ไม่ต้องทุกข์เดือดเนื้อร้อนใจจนเกินเหตุแบ่งๆให้เขากินไปบ้างครับถือว่าทำบุญทำทาน แต่ถ้าดูแล้วถูกรบกวนแบบเกินระดับวิกฤต บุกหนักเกินไป ก็อาจจะต้องหาจุลินทรีย์ชีวภาพเข้าขนาบเสียบ้าง ไม่ว่าจะเป็น บิวเวอร์เรีย (คัทออฟ Cut Off) เมธาไรเซียม (ชื่อการค้า ฟอร์แทรน For Tran) บาซิลัสธูริงจิเอนซิส (ชื่อการค้า ไบโอแทค BioTac, บีทีชีวภาพ) กลุ่มนี้ก็สามารถปราบได้ทั้ง เพลี้ย หนอน แมลงได้เป็นอย่างดี แต่ถ้ามีปัญหาในเรื่องของเชื้อราโรคพืช อันนี้ก็ต้องอาศัยไตรโคเดอร์ม่า (อินดิวเซอร์ Inducer), บาซิลลัสซับธิลิส (ไบโอเซนเซอร์ BioSensor, บีเอสพลายแก้ว) มาเป็นตัวช่วย ต้องเลือกให้ถูกนะครับ มิฉะนั้นนำไปฉีดไปพ่นแล้วไม่ได้ผล จะหาว่าแนวชีวภาพใช้การไม่ได้ ฮา! ลองๆ ทำกันดูนะครับ แนวๆนี้ ก็สามารถมีตู้เย็น หรือซุปเปอร์มาร์เก็ตหน้าบ้านหลังบ้านไว้หาพืชผักรับประทานได้ไม่ยาก อยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมก็โทรศัพท์มาคุยกันนะครับ 02 986 1680 -2 มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

ผมว่าคุณๆ ก็ทำได้……เกษตรปลอดสารพิษ

May 15, 2016

ผมว่าคุณๆ ก็ทำได้……เกษตรปลอดสารพิษ

เกษตรกรหลายท่านยังกล้าๆ กลัวๆ ที่จะปรับเปลี่ยนแนวทางของตนเอง…..จากสิ่งเดิมๆ การปฏิบัติเดิมๆ วิถีเดิม โดยเฉพาะเรื่องของการใช้ยาฆ่าแมลงสารเคมีกำจัดศัตรูพืช

เนื่องจากการที่มีประสบการณ์ผ่านการตรากตรำทำมาอย่างเนิ่นนาน จนติดกับดักตนเอง……ว่าเป็นมืออาชีพ…(น้ำเต็มแก้ว!!!) อีกอย่างรูปแบบการทำเกษตรแบบเดิมๆ วิธีการที่คนส่วนใหญ่ใช้ก็คือ….รอวันเวลาให้โรคแมลงศัตรูพืชเข้าทำลาย แล้วจึงค่อยวิ่งไปหาซื้อยาฆ่าแมลงมาปราบ……….แล้วมันจะได้ผลรึ! (การเกษตรไม่ได้ง่ายขนาดนั้นนะฮาฟ)

อาชีพเกษตรกรรรม…ดูๆไปก็เป็นอาชีพที่น่าภาคภูมิใจมากๆ อยู่เหมือนกันนะครับ…เพราะต้องใช้หลากหลายศาสตร์ หลากหลายวิชาสาขาเข้ามาดูแลบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดิน น้ำ ลม ฝน ภัยแล้ง โรคพืช กีฎะแมลงศัตรูพืช ฯลฯ เรียกว่าถ้าหวังจะเข้ามาเพื่อสร้างเป็นอาชีพนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆอย่างแน่นอน…โดยเฉพาะนักเกษตร เฟสบุ๊ค ที่มาทำประเดี๋ยวประด๋าวแล้วก็ถ่ายรูปโพสต์อวดอ้าง ไลฟ์ไสตล์ หรือโฆษณาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เหลือก็ปล่อยให้คนแก่คนเฒ่าทำกันไปตามประสา….อันนี้ถือว่าทรมานพ่อแม่และคนแก่คนเฒ่านะครับ…..ไม่ดี…อิอิ!!

เขียนอย่างนี้ คุณๆอ่านจะดูว่า เอ๊ย!แล้วอย่างนี้ “ข้าจะทำได้รึ!” กะว่าจะลองทำอยู่พอดีทีเดียวเชียว ก็ต้องบอกตรงๆ ครับสำหรับผู้ที่มีผลประโยชน์อื่นแอบแฝง ไม่ได้ทำด้วยหัวใจ ไม่ได้เริ่มด้วยใจรัก หรือใช้ตัวตั้ง หรือโจทย์ด้วย “ความชอบ” ก็ยากครับ โดยเฉพาะเริ่มต้นโจทย์จากการที่ต้องมี “เงิน” จากอาชีพนี้…ต้องบอกไว้ก่อนเลยครับ….โอกาสประสบความสำเร็จค่อนข้างยาก

แต่ถ้าลองศึกษาหาความรู้จากเว็บไซต์ต่างๆที่เขาเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเกษตรปลอดสารพิษ เกษตรอินทรีย์ เกษตรชีวภาพ ปรึกษา สอบถาม กับผู้รู้หลายๆ ท่าน แล้วนำมาขยำรวบรวม และแยกแยะ ให้ดีว่าสิ่งไหนดี มีประโยชน์ สิ่งไหนไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อม สังคมถิ่นเรา ก็พักไว้ก่อน เลือกเอาแต่สิ่งที่ดีมีประโยชน์ “ในดีมีเสีย ในเสียมีดี” ก็สามารถที่จะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก ในรูปแบบของการทำเกษตรที่ “ปลอดภัยไร้สารพิษ”

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

 

สารพิษตกค้างไม่ใช่เฉพาะที่อาหาร….แต่อยู่ในระบบนิเวศน์ของธรรมชาติบ้านเราด้วย

May 15, 2016

สารพิษตกค้างไม่ใช่เฉพาะที่อาหาร….แต่อยู่ในระบบนิเวศน์ของธรรมชาติบ้านเราด้วย

ถึงแม้ว่ากระแสนิยมในเรื่องของพืชพันธุ์ธัญญาหารในรูปแบบที่ปลอดภัยไร้สารพิษจะมีมากขึ้นทุกขณะ สังเกตุจากสื่อที่นำเสนอหลากหลายช่องทาง และจากผู้คนที่ร่วมโอภาปราศรัยตามงานบรรยายต่างๆ รู้สึกว่ากลุ่มที่รัก และชอบในเรื่องความปลอดภัยในชีวิต ในเรื่องสุขภาพ ในเรื่องของระบบนิเวศน์ ในเรื่องของผืนดินแผ่นน้ำของประเทศไทยเรา ก็มีการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น…..ทำให้รู้สึกแอบภาคภูมิใจอยู่ลึกๆ เหมือนกันว่า…ในอนาคตเยาวชนคนรุ่นใหม่ก็น่าจะหันมาใส่ใจให้ความสำคัญไม่แพ้ผู้คนชนยุคนี้

แต่จะอย่างไรก็ตามในห้วงช่วงนี้ก็ยังถือว่าเป็นยุคเปลี่ยนผ่าน สัดส่วนแห่งความเป็นจริงถ้าดูจากตัวเลขการนำเข้าสารเคมีที่นำมาใช้ในการป้องกันกำจัดโรคแมลงจากต่างประเทศแล้วสัดส่วนก็ยังสูงอยู่มาก ปีหนึ่งๆ เกือบแสนล้านบาท (อ๊ๆ ไม่ใช่ตัวเลขมั่วนะครับ…สามารถไปสืบค้นดูได้จากสำนักงานสถิติการเกษตร) และก็จะมีสารเคมีที่เป็นอันตรายค่อนข้างรุนแรง ที่หลายประเทศทั่วโลกเลิกไปใช้ไปแล้ว อย่างคลอไพรีควอท คาเบนดาซิม คาร์โบซัลแฟน ฯลฯ แต่ในบ้านเรายังสามารถขายได้ โดยแอบขายหลังร้าน ทำให้อาหารที่ได้จากผลผลิตภาคการเกษตรมีสารพิษตกค้าง เพราะระดับพิษมีมาก มากขนาดที่หลายประเทศเขายกเลิกการใช้ไปแล้ว….

นอกจากสารพิษที่เป็นอันตรายหนักๆ จะตกค้างอยู่ในพืชผักผลไม้ไปยังโต๊ะอาหารแล้ว สารพิษส่วนเกินที่ถูกฉีด พ่น หว่าน โปรย โรย รดลงไปสู่ผืนดินแผ่นน้ำ ทำให้เกิดผลกระทบที่ร้ายแรงต่อระบบนิเวศน์ สภาพแวดล้อมในธรรมชาติ ทั้งไส้เดือน จุลินทรีย์ แอคติโนมัยซีท เต่า ตุ่น แมลงตัวดี ตัวห้ำ ตัวเบียน ฯลฯ อีกเยอะแยะมากมายที่ล้มหายตายไปจากผลพวงจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือการขาดความรับผิดชอบของผู้คนบางกลุ่มที่มุ่งแต่จะเอาผลผลิตแต่เพียงอย่างเดียว โดยขาดความสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวมและธรรมชาติที่เป็นทรัพยากรของประเทศไทยเรา วันนี้การทำเกษตรกรรมในรูปแบบที่ปลอดภัยไร้สารพิษ มีทางเลือกมากมายนะครับ …..มาทำเกษตรปลอดสารพิษกันเถอะ….นะครับ

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

ปลอดสารพิษ พิชิตต้นทุน หนุนเกษตรกรยุค AEC

May 15, 2016

ปลอดสารพิษ พิชิตต้นทุน หนุนเกษตรกรยุค AEC

ไทยเราเข้าสู่ยุค AEC ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมาได้ จะ 3 เดือนแล้ว หันซ้ายแลขวาแล้ว มีใครบ้างที่เรารู้จัก ที่ได้รับผลกระทบในเชิงบวกจากการเป็นชาว AEC คาดว่า! คำตอบจะต้องเหมือนกันนะครับ คือ ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ไม่ว่าจะเป็นใช้พาสปอร์ต วีซ่าข้ามแดน แรงงานเสรี จะทำบัตรแต่ละทีก็ยังยากเหมือนเดิม ขับรถไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้าน อย่างกัมพูชา เมียนมาร์ก็ยังไม่ได้ และคงมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ยังไม่ชัดเจน ก็คงต้องรอกันต่อไป…

แต่การเป็นชาว AEC ที่เราได้ยินและสัมผัสจากสื่อระดับโลกและระดับอาเซียนก็คือ ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เมียนมาร์ ฯลฯ สามารถทำรายได้จากการส่งออกสินค้าเกษตร สามารถสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนย้ายฐานการผลิตไปบ้านเขาได้ ซึ่งถือว่าเป็นความสามารถของรัฐบาลและคนของเขา ที่สามารถที่จะทำให้ทุกอย่างมีราคาถูกหรือสมเหตุสมผลกว่าที่จะมาบ้านเรา จึงเป็นเหตุทำให้ชชั้นกลางในบ้านเรา ขาดรายได้ ขาดโอที กำลังซื้อหด เพราะหมดโรงงานที่เคยผลิต เขาย้ายไป AEC แต่เป็นประเทศอื่นกันเกือบหมดไม่ใช่ประเทศเรา

สิ่งที่จะพอแก้มือได้ก็คือให้ชั้นชนคนหนุ่มสาว วัยแรงงานที่หันเหตัวเองจากลูกจ้างไปเป็นเจ้านายตนเอง ซึ่งก็ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เพราะถ้านึกกันดีๆ ว่าถ้ามันง่ายซะขนาดนั้น….ป่านนี้บ้านเราก็คงจะต้องปิดบริษัท ปิดโรงงาน แล้วกลับไปทำไรไถนากันหมดแล้ว….ไม่ต้องมีรัฐบาล เอกชน ให้มีแต่รับ กับประชาชน ก็น่าจะพอ…

ถ้าเรื่องจริงยังไม่ถึงขั้นนั้น…ก็ต้องส่งเสริมให้ความรู้พี่น้องเกษตรกรทั้งรายเก่า (อายุ 50-60 ปี) และรายใหม่ให้มีความสามารถในการลดต้นทุน โดยเฉพาะต้นทุนภาคการเกษตร ให้ใช้ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกร่วมกับปุ๋ยเคมี ป้องกันดินเสื่อมดินเสีย ป้องกันมิให้ผลผลิตลดน้อยถอยลงจากการใช้ปุ๋ยอินทรีย์แต่เพียงอย่างเดียวบนโครงสร้างดินที่เป็นดินทราย ขาดแคลนแร่ธาตุสารอาหาร ควรผลิตจุลินทรีย์ย่อยสลายเศษซากอินทรียวัตถุด้วยตนเอง อย่างจุลินทรีย์ขี้ควาย ปรับปรุงค่าความเป็นกรดและด่างของน้ำให้ได้ 5.8-6.3 ก่อนเติมปุ๋ยยาฮอร์โมน ช่วยลดพฤติกรรมที่ชอบแถม ทำให้สิ้นเปลืองปุ๋ยยาเพิ่มต้นทุนโดยใช่เหตุ ทำปุ๋ยเคมีและปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกธรรมดา ให้กลายเป็นปุ๋ยละลายช้าแบบเมดอินไทแลนด์ด้วยการคลุกกับหินแร่ภูเขาไฟ “พูมิช” ในอัตรา 1 : 5, 1 : 10 ตามลำดับ ทำให้ใช้ประสิทธิภาพเม็ดปุ๋ยได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และอื่นๆ อีกเยอะแยะมากมาย สนอกสนใจในเรื่องเกษตรที่ปลอดภัยไร้สารพิษ พิชิตต้นทุน เกื้อหนุนธรรมชาติ ช่วยชาติให้ส่งออกแข่งขันกันได้ทั่วโลก ก็โทรมาแลกเปลี่ยนพูดคุยกับฝ่ายวิชาการชมรมเกษตรปลอดสารพิษได้นะครับ 02 986 1680 – 2

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

บางครั้งหญ้า…..ก็ไม่ใช่วัชพืชเสมอไป

May 15, 2016

 

บางครั้งหญ้า…..ก็ไม่ใช่วัชพืชเสมอไป
มีสถิติจากสำนักเศรษฐกิจการเกษตรเกี่ยวกับเรื่องการนำเข้ายาฆ่าหญ้า ยาคุมหญ้าปีหนึ่งๆ เป็นหมื่นล้านบาท (11,924 ล้านบาท ปี 2557) มากกว่าการนำเข้ายาฆ่าแมลงสารเคมีกำจัดศัตรูพืชรวมกันเสียอีก แสดงว่าทัศนคติของพี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่มองว่า…หญ้าและวัชพืชที่อยู่ในแปลงเรือกสวนไร่นาเป็นศัตรูตัวร้ายหรือเกลียดกลัวแบบเรียกได้ว่า ผีไม่เผาเงาไม่เหยียบกันเลยทีเดียว

ร้านขายปุ๋ยขายยาตามจังหวัดทั้งที่เปิดมานานหลายชั่วอายุคน หรือเพิ่งเปิดแบบร้านใหม่ป้ายแดง ลองสังเกตุดูจะเห็นได้ว่าสินค้าที่วางโชว์อยู่หน้าร้าน ตามชั้นวางสินค้าที่มีมากที่สุดส่วนใหญ่จะเป็นยาคุมฆ่าหญ้านี่แหละ เพราะซื้อง่ายขายคล่อง อาจจัดได้ว่าเป็นยาสามัญประจำบ้านพี่น้องเกษตรกรได้อีกชนิดหนึ่งก็ว่าได้

แต่วันนี้ผู้เขียนอยากจะให้ท่านผู้อ่านและพี่น้องเกษตรได้เห็นอีกด้านหนึ่งของ หญ้าหรือวัชพืช โดยเฉพาะในแง่ที่เป็นประโยชน์ต่อพืชในแปลงเรือกสวนไร่นาของเรา อย่างเช่นต้นหญ้าหรือวัชพืชนั้นช่วยทำให้เกิดร่มเงาความชุ่มชื้นแก่พื้นดิน ทำให้ดินนั้นโปร่ง ฟู ร่วน ซุยแบบธรรมชาติ เพราะว่าการที่มีหญ้าหรือวัชพืชที่เขียวขจีมีร่มเงาอยู่บนพื้นดินนั้น ก็เปรียบเหมือนกับว่าเป็นบ้านเป็นที่อยู่อาศัยให้แก่จุลินทรีย์และสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในดิน ช่วยทำให้ดินมีกิจกรรมของสิ่งมีชีวิตต่างๆ อยู่ตลอดเวลา (symbiosis) เรียกทำให้ดิน ณ ที่นั้นๆ ไม่เป็น “ดินตาย”

หญ้านั้นจัดได้ว่าเป็นพืชชนิดหนึ่ง ถ้าเรากระหน่ำซ้ำเติมราดรดยาฆ่าและคุมหญ้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน สารเคมีเหล่านี้ก็จะสะสมตกค้างจนมีความเข้มข้นมากพอที่จะทำให้พืชหลักที่เราปลูกไว้นั้น ได้รับผลกระทบจนเกิดความเสียหายได้ เพราะพืชหลักที่เราปลูกก็ล้วนแต่เป็นพืชเหมือนกัน เพียงแต่ว่าลำต้นและขนาดอาจจะแตกต่างกันเท่านั้น แต่ถ้ายาคุมและฆ่าหญ้ามีปริมาณการสะสมที่มากขึ้น ก็อาจจะทำให้พืชที่เราปลูกไม่โตดังที่ตั้งใจ (Antibiosis) ต้องสิ้นเปลืองปุ๋ยยาฮอร์โมนในการฉีดพ่นมากขึ้น

บางคนคิดว่าต้นหญ้าหรือวัชพืชนั้นจะแย่งอาหารหรือปุ๋ยของพืชหลักที่ปลูกเอาไว้ โดยหารู้ไม่ว่าหญ้านั้นเขาก็กินและสะสมอาหารในดินได้เท่าที่ลำต้นเล็กๆของเขาจะนำเข้าไปได้ และถ้าเราหมั่นตัดหญ้าให้ดูสวยงาม สั้นประมาณเหนือตาตุ่ม เศษซากหญ้าที่ถูกตัดขาดก็จะค่อยย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยคืนไปสู่ผืนดิน ไอ้ที่เขาดูดเขากินเข้าไปเท่าไร ก็จะปล่อยคืนออกมาให้เราได้เท่านั้น เท่าเดิม ไม่ไปไหน

แต่ประโยชน์ของการที่มีหญ้าอยู่นั้นนอกจากจะทำให้ดินนุ่มชุ่มชื้นแล้ว ยังช่วยทำหน้าที่ลดการสูญเสียน้ำไปจากผิวดิน เมื่อตัดหญ้า เศษซากของหญ้านำไปกลบทับที่บริเวณโคนต้นผิวหน้าดินก็ช่วยลดการระเหยของน้ำผิวดิน ช่วยปกป้องพืชจากสภาพอากาศที่แห้งและหนาวเย็น เป็นการคืนปุ๋ยไปสู่ดิน แถมยังเป็นบ้านที่อยู่อาศัยให้ตัวห้ำตัวเบียนช่วยลดการเข้าทำลายระบาดของแมลงศัตรูพืช เป็นบ้านให้ไส้เดือน จุลินทรีย์ แอคทิโนมัยซีส ยีสต์ รา โปรโตซัวต่างๆ ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่ช่วยรักษาระบบนิเวศน์ ในระยะยาวก็จะช่วยทำให้พื้นที่เพาะปลูกเราเหมือนกับผืนดินตามป่าเขาลำเนาไพร ที่ไม่ต้องมีมนุษย์คนใดไปรดน้ำใส่ปุ๋ยหรือฉีดพ่นปุ๋ยยาฮอร์โมนแม้แต่หยดละอองเดียวก็สามารถที่จะทำให้พืชเจริญเติบโตได้เช่นเดียวกัน

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์กับการเพาะเห็ด

May 15, 2016

 

สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์กับการเพาะเห็ด

ฟาร์มเห็ดหลายฟาร์มในขณะนี้ก็ประสบปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสภาพภูมิอากาศที่หนาวเย็นสลับกับร้อน ทำให้เห็ดเกิดอาการน๊อค ไม่ยอมออกดอกดังเช่นปรกติ เพราะอากาศที่เป็นในลักษณะที่เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวนี้ทำให้เห็ดบางฟาร์มปรับตัวไม่ทัน บ้างก็ต้องใช้ “แร่ธาตุกระตุ้นดอกเห็ด” เอาไปช่วย บ้างก็ใช้ อาหารเสริมเห็ด “ดีพร้อม” เอาไปเสริม ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง เพราะสาเหตุหลักๆน่าจะมาจากอากาศที่เปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันและสภาพของโรงเรือนไม่เหมาะสม โรงเรือนเห็ดที่ดีควรจะต้องรองรับกับสภาพภูมิอากาศได้หลากหลายรูปแบบ คือไม่ว่าสภาพอากาศภายนอกจะเป็นอย่างไร จะหนาวหรือร้อน ภายในโรงเรือนควรทำให้นิ่ง คงที่ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เห็ดก็ถือว่าเป็นจุลินทรีย์ชนิดหนึ่ง เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กๆในกลุ่มของเชื้อรา ที่มีการขยายพันธุ์โดยสปอร์ (Spor) คลามิโดสปอร์ (Clamidospor) และดอก (Fruiting body) ในการเจริญเติบสร้างเส้นไย จนเกิดเป็นดอกเห็ด บนเงื่อนไขของสภาพแวดล้อมและแหล่งอาหารที่เหมาะสม สิ่งมีชีวิตเล็กๆ นั้นส่วนใหญ่ก็มักจะอ่อนไหว (Sensitive) ต่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ขนาดมนุษย์อย่างเราๆ ตัวโตกว่าจุลินทรีย์เห็ดราหลายเท่ายังมีข่าวโดนคลื่นความร้อน (Heatwave) ล้มตายไปก็เยอะ โดนความหนาวเย็นจนตายไปก็มาก นับประสาอะไรกับเห็ดราขนาดเล็กก็ย่อมที่จะหลีกไม่พ้นกฎเกณฑ์นี้ด้วยเช่นเดียวกัน

การเพาะเห็ดให้ประสบความสำเร็จ จึงต้องหมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ โดยเฉพาะผู้ที่เพาะเพื่อเป็นธุรกิจการค้า ควรจะต้องหาเทคโนโลยีนวัตกรรมเครื่องไม้เครื่องมือใหม่ๆ มาปรับประยุกต์ใช้ ทำให้สภาพภูมิอากาศทั้ง เช้า สาย เที่ยง บ่าย เย็นและกลางคืน มีความสม่ำเสมอให้มากืที่สุดเท่าที่จะทำได้ และโดยในห้วงช่วงนี้อากาศที่หนาวเย็นแบบมาเป็นระรอกอาจจะทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศลดน้อยถอยลง ทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศแห้งเกินไปไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตของเห็ด โรงเรือนเห็ดที่มีปัญหานี้แล้วอาจจะไม่มีเวลารดน้ำได้บ่อยๆ อาจจะใช้ สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ (Cross linked polyacrylamide copolymer) 1 กิโลกรัม แช่น้ำทิ้งไว้ในถังหรือตุ่มขนาดตั้ง 200 ลิตร หรือ 400 ลิตร ทิ้งไว้ค้างคืน หรืออย่างน้อยสัก 2-3 ชั่วโมง สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์จะค่อยดูดน้ำเข้าไปภายในมวลของเขาแล้วจะค่อยๆ พองขยายตัวดูดน้ำเข้าไปเก็บได้มากถึง 200-400 เท่า ตามคุณภาพความบริสุทธิ์ของน้ำ

หลังจากนั้นเรานำมาใส่ภาชนะวางไว้ตามจุดต่างๆ ในโรงเรือน หริอบริเวณที่ใกล้กับก้อนเชื้อเห็ด เพื่อช่วยในเรื่องของการเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ เห็ดนั้นใช้น้ำแตกต่างจากพืชคือไม่จำเป็นต้องรดน้ำที่รากหรือที่เส้นไยเหมือนกับพืช เขาสามารถดูดความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศได้ ขอให้มีความชื้นเพียงพอ แต่ถ้าอากาศแห้งแล้ง หนาวเย็น ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศน้อย เห็ดก็จะถูกแย่งหรือดูดความชื้นภายในก้อนออกไปสู่อากาศที่แห้ง แต่ถ้ามีแหล่งน้ำ แหล่งความชื้นจาก สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ ความชื้นจากสารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ก็จะช่วยให้ความสัมพัทธ์ในอากาศไม่สูญเสียสมดุล เห็ดไม่สูญเสียความชื้น ได้รับความชื้นที่ต่อเนื่อง เจริญเติบโตดี ช่วยให้มีผลผลิตเพิ่มมากขึ้นได้ด้วยเช่นเดียวกัน

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com