Archive for the ‘ดิน ปุ๋ย น้ำ สายลม และแสงแดด’ Category

ฝนกำลังจะมา….กลางเดือนพฤษภา…ตระเตรียมสระน้ำประจำฟาร์มส่วนตัว

May 15, 2016

ฝนกำลังจะมา….กลางเดือนพฤษภา…ตระเตรียมสระน้ำประจำฟาร์มส่วนตัว

ปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ทำให้กิจกรรมการเพาะปลูกของไทยเราซบเซาลงไปไม่ใช่น้อย แต่ถ้าจะพูดแบบปลอบใจตนเองก็ต้องคิดเสียว่า…ไช่จะมีแต่เพียงเราที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งนี้ประเทศเดียวนะครับ ทั้งอินเดีย จีน ยุโรป อเมริกา ก็โดนด้วยเช่นกัน เพียงแต่ว่าจะมากหรือน้อยกว่าเท่านั้นเอง

แว่วๆว่า จะมีปรากฎการณ์ลาณีญา ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ตรงข้ามกับ เอลณีโญ (ภัยแล้ง) จะเกิดขึ้นกลางเดือนพฤษภาคมนี้ของบ้านเรานะครับ ก็ภาวนาให้การพยากรณ์ของนักวิทยาศาสตร์เขาแม่นๆหน่อยเท๊อะ….อิอิ! เพราะ “น้ำท่วม เขาว่าดีกว่าฝนแล้ง” ดังที่คุณศรคีรี ศรีประจวบ ได้ร้องไว้ในอดีต

แต่สิ่งที่พวกเราชาวเกษตรปลอดสารพิษจะต้องตระเตรียมกันก็คือ การตระเตรียมแหล่งกักเก็บน้ำประจำฟาร์มของตนเองกันนะครับ ไปสำรวจตรวจตราแก้ปัญหาการรั่ว การซึม ดูซิว่า…บ่อ สระ ของเรานั้นมีขยะมูลฝอย ตื้นเขินไปมากน้อยเพียงใด ทำการขุด ลอก ถาก ถาง ให้สะอาด

ถ้าเป็นพื้นที่ดินทราย การกักเก็บน้ำไม่อยู่ ให้รีบไปหา สารอุดบ่อ กับ สเม็คไทต์ มาใส่ไล้ลูบให้ทั่วพื้นบ่อ เมื่อฝนตกลงมาพื้นบ่อเค้าจะได้มีความพร้อมในการรองรับ กักเก็บน้ำฝนนะครับ

หลังจากนั้นถ้าอยากจะให้มีเมือกจากธรรมชาติมาช่วยเสริมอีกแรง ก็ใช้มูลสัตว์หว่านกระจายหลังจากที่มีน้ำในบ่อเรียบร้อย หรือจะใส่กระสอบป่าน ห่อผ้ามุ้งเขียว มุ้งตาข่าย ผูกมัดกับเสาเหลักปักไว้ตามจุดต่างๆ พอน้ำเริ่มเขียว ๆ ก็ยกขึ้นจากบ่อ เพราะถ้าปล่อยไว้เดี๋ยวจะเน่านั่นเองครับ…..เมื่อน้ำเริ่มเขียว แสดงว่าการสร้างตะไคร่น้ำ เมือกธรรมชาติ เริ่มทำงานแล้ว ก็จะไปเสริมกับเจ้าสารอุดบ่อด้านล่าง ทำให้เรามีบ่อหรือสระหน้ำประจำไร่นา ต้นทุนต่ำกว่า การปูด้วยแผ่นพลาสติกมากว่าหลายเท่าตัว เหมาะกับอาชีพเกษตรกรรมที่ต้องการทำแบบพอเพียง ฝนชนฝน หรือบางครั้งถ้าไม่ปล่อยให้น้ำแห้ง ก็ฝน ชน กับหลายฝน……ฝากคุณๆ ลองไปทำกันดูนะครับ จะได้มีน้ำไว้ปลูกผักตักหญ้ากันได้ทั้งปี ทั้งฤดูฝน

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com

Advertisements

สูตรอาหารจานด่วน โด๊ปมะนาวให้ฟื้นตัวง่าย ค่าใช้จ่ายลด

May 15, 2016

สูตรอาหารจานด่วน โด๊ปมะนาวให้ฟื้นตัวง่าย ค่าใช้จ่ายลด

ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี มะนาวก็ยังเป็นพืชที่พี่น้องเกษตรกรหลายท่านให้ความสนใจ เพราะเป็นพืชสวนครัวที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน จะกินจะใช้ในทางอุปโภคบริโภคก็ต้องอาศัยมะนาวทั้งนั้น

สวนมะนาวที่โด่งดังมากในอดีตก็น่าจะเป็นจังหวัดเพชรบุรี อำเภอท่ายาง แต่ความจริงมะนาวก็เป็นพืชที่อาศัยกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ทั้งเหนือ ใต้ ออก ตก และอีสาน แต่ก็ค่อยๆ ลดจำนวน อันตรธานหายไป จากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและโรคแมลงในรูปแบบที่เป็นพิษทำลายสิ่งมีชีวิตทุกชนิดทั้ง ดี และ ไม่ดี ให้ล้มหายตายจากไปพร้อมกันในคราวเดียว…………จึงเหลือแต่ดินและอนินทรีย์สารที่ว่างเปล่าปราศจากชีวิตคอยค้ำจุน

เมื่อ “ดินที่เคยมีชีวิต……..กลายเป็นดินตาย” กิจกรรมหรือกระบวนการผลิตและเปลี่ยนสารอาหารก็ “หยุดกิจกรรม” ทำให้ดินนั้นไม่มีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ…เมื่อนำพืชหรือมะนาวมาปลูก ก็จะไม่เจริญงอกงามเหมือนกับดินที่อยู่ตามป่าเขาลำเนาไพร…..ต้องคอยอาศัยแต่ปุ๋ยหรืออาหารจากน้ำมือมนุษย์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น……..ซึ่งนั่นก็หมายถึง “เงิน” หรือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

สวนมะนาว สวนส้มหรือแปลงพืชผักผลไม้หลายๆชนิดจึงค่อยๆ ล้มหายตายจาก อพยพโยกย้ายไปภูมิภาคอื่นๆ ทั้งเหนือ ใต้ ออก ตก และกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ……เพราะเกษตรกรต้องการหา พื้นที่ดินดี….มีความอุดมสมบูรณ์   ความจริงสิ่งที่ค้นหาก็อยู่กับตัวเองนั่นแหละ………เพียงแต่หยุดการใช้ “สารเคมีที่เป็นพิษ” สิ่งมีชีวิตในธรรมชาติก็จะกลับมา

พืชหรือมะนาวกำลัง ชำรุดทรุดโทรม ต้นอ่อนแอ กำลังถูกโรค แมลงเข้าทำลาย หรือผ่านการใช้สารเคมี ทรมาน ทรกรรมมาอย่างโชกโชน ไร้ซึ่งแรงกำลังจะทำให้เจ้าของพอใจ เปรียบดังถูกโขกสับใช้ตามกำลังของยาฆ่าแมลง สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ฮอร์โมนหลากหลายชนิด พืชก็ตอบสนองไปแบบ…”งั้นๆ …อย่างเสียมิได้” เปรียบเหมือน ช้าง ม้า ที่ให้กิน “ยาบ้า” เพื่อใช้แรงงาน สังขารก็จะไม่ไหว

ลองหันมาล้างสารพิษในดิน ให้กินอาหารที่ส่งตรงถึงหัวใจ แบบรวดเร็วทันใจกันดูบ้างนะครับ เผื่อว่าสติปัญญาจะเกิด เห็นสัจธรรมกับการทำอาชีพเกษตรกรรม ว่าปล่อยให้เป็นไปในรูปแบบที่เป็นธรรมชาติ…ค่อยสอด เสริม เพิ่ม เติม อย่างละนิดละหน่อย โดยการใช้แนวทางที่เป็นธรรมชาติ เป็นชีวภาพ กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว……หยุดการใช้สิ่ง…”แปลกปลอม” ที่ไม่ยั่งยืน

อาหารจานด่วน ที่ประกอบไปด้วย น้ำ 20 ลิตร, ไข่ไก่สด 1 ฟอง, โพแทสเซียม ฮิวเมท 10 กรัม, ยูเรีย (46-0-0) 20 กรัม, ไคโตซาน Mt 10 ซี.ซี.   กวนละลายให้เข้ากันฉีดพ่นให้เปียกชุ่มโชกทั้งกิ่ง ก้าน ใบ และลำต้น ให้เหมือนอาบน้ำ ให้เหมือนกับฝนตก แร่ธาตุและสารอาหารจะถูกดูดซึมเข้าไปทุกอณูของต้นไม้ ช่วยทำให้ฟื้นตัว สมบูรณ์เร็ว….

ผืนดินที่ผ่านการใช้งานมานาน อาบชโลมด้วยสารพิษ ทั้งยาคุมฆ่าหญ้า ยาฆ่าหนอน แมลง ฯลฯ สะสมตกค้างมาเป็นเวลานาน…..สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็มีผลข้างเคียงกับพืชหลักปัจจุบันที่เราปลูกด้วยเช่นเดียวกัน…ทำให้ อาน แคระแกร็น โตช้า แก้ไขด้วยการจับสารพิษในดิน ล้างดินเสียบ้าง โดยการนำหินแร่ภูเขาไฟ “พูมิช Pumish” ใส่ในอัตรา 2-3 กำมือต่อต้น หรือ 20- 40 กิโลกรัมต่อไร่ “พูมิช Pumish” เป็นหินแร่ภูเขาไฟธรรมชาติ ผ่านความร้อนเป็นร้อยเป็นพันองศา มีโครงสร้างที่เป็นรูพรุน มีความละมุนแตกตัวย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยเป็นแร่ธาตุคืนสู่ดิน (เป็นอาหารให้พืช) ไม่มีสารตกค้าง และที่สำคัญทำหน้าที่เป็นตัวจับสารพิษในดินได้เป็นอย่างดี (Toxin Binder)

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

ภัยแล้ง หายนะแห่งสงครามการแย่งน้ำ รับมือด้วยการเตรียมโอ่งรองรับน้ำฝนกันเถอะ

May 15, 2016

ภัยแล้ง หายนะแห่งสงครามการแย่งน้ำ รับมือด้วยการเตรียมโอ่งรองรับน้ำฝนกันเถอะ

นับวันปัญหาภัยแล้งเริ่มคืบคลานเข้ามาในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้นทุกขณะ ล่าสุดทางรัฐบาลได้มีการเฝ้าจับตาราคาของน้ำดื่มตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อปกป้องมิให้ประชาชนเดือดร้อนจากรากคาน้ำดื่มที่อาจจะมีการเพิ่มราคาขึ้นมา อันเป็นผลเกี่ยวเนื่องจากปัญหาภัยแล้ง

ขณะนี้ก็มีรายงานจากเพื่อนสมาชิกชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ว่าน้ำเค็มได้ขึ้นไปสูงถึงสะพานนวลฉวี ซึ่งอยู่ในพื้นที่ ตำบลบางขะแยง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งถือว่าระดับน้ำเค็มได้คืบคลานขึ้นไปสูงและเร็วกว่าทุกๆปี ประกอบกับน้ำในเขื่อนต่างๆ ทีลดน้อยลงทุกวัน จนไม่สามารถปล่อยน้ำมาหล่อเลี้ยงระบบนิเวศน์และยันกับน้ำเค็มได้เพียงพอ

สถานการณ์ต่างๆ เหล่านี้ชวนให้คิดเหมือนกันนะครับ ว่าต่อไปราคาน้ำดื่มก็อาจจะแพง น้ำที่ใช้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมก็จำเป็นต้องซื้อหรืออาจจะมีการจ่ายเงินได้ในอนาคต เราๆ ท่านๆ นี้ก็อาจจะตกอยู่ในความเสี่ยงในเรื่องของน้ำ ภายใต้สถานการณ์ภัยแล้ง ที่มีสาเหตุมากมายก่ายกอง ไม่ว่าจะเรื่อง เอลณีโญ, โลกร้อน, อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง, เขื่อนในพื้นที่เหมาะสมที่ไม่เพียงพอ, ทรัพยากรป่าไม้ ฯลฯ

การช่วยเหลือตนเองเบื้องต้น แบบสูงสุดคืนสู่สามัญด้วยการเตรียมโอ่งไว้รองรับน้ำในช่วงฤดูฝน หรือฤดูกาลที่มีฝนตก ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีในการลดต้นทุนการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรในชนบท ไม่ต้องรอคอยแต่น้ำประปา หรือน้ำดื่มที่เป็นขวดจากนายทุนแต่เพียงอย่างเดียว ตระเตรียมไว้ให้พร้อมด้วยตนเอง ก็ช่วยให้เราไม่ตกอยู่ในความเสี่ยงจากปัญหาภัยแล้งนี้ และถ้าจะให้ดีนะครับ การสร้างสระน้ำประจำฟาร์มส่วนตัวของตนเอง เพื่อการเกษตร ก็ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งในการป้องกันความเสี่ยง โดยเฉพาะอาชีพเกษตรกรรม ที่จำเป็นต้องใช้ “น้ำ” ในการเพาะปลูก

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

จะทำอะไรดี น้ำก็ไม่มี ฝนก็ไม่ตก เศรษฐกิจก็แย่

May 15, 2016

จะทำอะไรดี น้ำก็ไม่มี ฝนก็ไม่ตก เศรษฐกิจก็แย่

หลายครั้งหลายคราที่คำถามนี้ผุดขึ้นในหัว และเชื่อว่าท่านผู้อ่านอีกหลายท่านที่กำลังตีบตันกันความหวังที่ริบหรี่จากธรรมชาติ ฝนฟ้า และรวมไปถึงการบริหารงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ยังดูไม่มีทีท่าว่าจะช่วยให้พี่น้องประชาชนคนรากแก้ว รากหญ้าได้กลับมาลืมตาอ้าปากได้เสียที

การที่จะประกอบอาชีพอะไรที่ไม่มีความเสี่ยงเลยนั้นดูเหมือนจะไม่มี เพียงแต่ว่ามันจะมากจะน้อยแตกต่างกันไปบ้างก็เท่านั้น   ผู้ที่อยู่ในสาขาอาชีพเกษตรสิ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงในช่วงภาวะที่เรียกว่าวิกฤตนั้นก็ควรจะเป็นเรื่องของการ     ”กระจายความเสี่ยง”

แหม! พูดเหมือนกับนักเล่นหุ้นเลยนะ…. ฮ่าๆ แต่ก็เป็นเรื่องจริงนะครับ การกระจายความเสี่ยงแบบนักเกษตรกรรมก็คือการปลูกพืชที่ผ่านการคิด วิเคราะห์มาให้ดี มิใช่จะปลูกอะไรก็ปลูกเลย ปลูกตามๆ กันไป อย่างนั้นก็มีโอกาสที่จะล้มละลาย และอยู่ในความเสี่ยงที่สูง แต่ถ้าเราคิด วิเคราะห์ ตรึกตรอง ให้ดีเสี่ยก่อน ว่าในพื้นที่ของเรามีพืชอะไรอยู่บ้าง และสิ่งใดที่ยังไม่มี เพียงแค่คิดเล็กๆ น้อยๆ เพียงเท่านี้ก็อาจจะช่วยให้ท่านหลุดพ้นจากกรอบของความเสี่ยงไปได้บ้างไม่มากก็น้อย

การแบ่งพื้นที่เป็นโซนพอเพียง โซนที่ปลอดภัยถือว่าเป็นเรื่องสำคัญนะครับในยุคนี้ ไม่ว่าท่านจะมีพื้นที่เป็นร้อยไร่ พันไร่ แต่อยากจะขอให้ท่านแบ่งพื้นที่มาทำโซนพอเพียง โซนพออยู่พอกินสักหนึ่งไร่ ปลูกในสิ่งที่กินกินในสิ่งที่ปลูก ทำสระน้ำประจำไร่นา ปลูกข้าวไว้กินกันเอง สร้างที่อยู่อาศัยที่พอเหมาะพอดี ปลูกพืชแซมทั้งใต้ดิน บนดิน ระดับล่าง ระดับกลาง ระดับบน ควบคู่ไปกับป่าสามอย่างประโยขน์สี่อย่าง หาประสบการณ์จากโซนพอเพียงที่หาความสุขได้โดยไม่ต้องใช้เงินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อมีประสบการณ์มากพอ ก็จะออกไปทำเกษตรเชิงเดี่ยว เกษตรเชิงธุรกิจก็ไม่มีใครว่า ผิดพลั้ง พลาดท่าก็พยายามซมซานกลับมาอยู่ในโซนพอเพียงให้ได้นะครับ เพราะโซนนี้ดำรงชีวิตในทุกนาทีที่มีลมหายใจโดยไม่ต้องใช้เงิน หิวก็กินข้าว กินผัก กินปลา กินไข่ กินทุกสิ่งที่อยู่ในโซนนี้ โดยไม่ต้องซื้อ

กลับมาที่การกระจายความเสี่ยงกันอีกสักหน่อย นั่นก็คือเรื่องของการปลูกพืชให้มีความหลากหลาย ปลูกพืชที่ผ่านการคิดและวางแผนจากส่วนสมองของเราเสียก่อนจึงค่อยปลูก โดยเฉพาะในห้วงช่วงนี้ บริษัทเครื่องดืมยักษ์ใหญ่อย่างโคคาโคล่าที่เริ่มหันมาขายน้ำผลไม้ โดยเฉพาะมะพร้าวน้ำหอม เพื่อนำไปส่งออกทั่วโลก (แสดงว่าโค้กก็มีสัญชาตญาณหรือวิสัยทัศน์ที่เร็วไม่เบาเหมือนกันนะครับ ว่ายุคนี้ผู้คนชนรุ่นใหม่เขาไม่ดื่มน้ำตาลผสมสีกันแล้ว เขาดื่มของดีมีประโยชน์แก่สุขภาพกันมากกว่า) จึงส่งผลให้ตอนนี้มะพร้าวน้ำหอมเรียกว่าจะขาดตลาดกันเลยทีเดียว และรวมไปถึงมะพร้าว กะทิที่ใช้ประกอบอาหารก็หายากและมีราคาเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

ผู้ที่กำลังมองหาว่าจะเพาะ จะปลูกอะไรดี มะพร้าวน้ำหอม ในห้วงช่วงนี้ก็ถือว่ามีอนาคตไม่เบาเลยครับ หรือจะเสริมจะเพิ่มพืชอื่นๆ แซมเข้ามา ก็อยากแนะนำพวก มะละกอง พันธุ์ ฮอนแลนด์ กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม พริกไท ฯลฯ ปลูกแซมๆกันไปก็น่าจะช่วยเพิ่มรายได้ในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ประกอบกับพืชหลักๆ ที่เราปลูกอยู่ในปัจจุบันก็ดีไม่น้อยนะครับ

 

มนตรี   บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com

สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ไม่เหมาะกับดินเหนียว

May 15, 2016

สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ไม่เหมาะกับดินเหนียว

ประโยชน์ของสารอุ้มน้ำ “โพลิเมอร์” นับว่ามีประโยชน์ต่อภาคการเกษตร โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้ง จากคุณสมบัติที่สามารถดูดน้ำเข้าไปกักเก็บได้มากถึง 200-400 เท่า ทำให้เป็นประโยชน์เมื่อชาวบ้านหรือเกษตกรนำไปใช้ในการปลูกข้าว ปลูกอ้อย ปาล์ม ยางพารา ยางนา ตะแบก เหียง (โครงการปลูกป่า ปลูกเห็ดเจ็ดชั่วโคตร) หรือไว้สำหรับรองก้นหลุมปลูกพืชชนิดต่างๆ เพื่อให้ต้นกล้าได้รับน้ำอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ต้นกล้ารอดตายกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ หรือในพืชตระกูลไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้กระถางทั่วไปก็ช่วยประหยัดเวลาในการรดน้ำ อินทรียวัตถุไม่ถูกชะล้างไปกับน้ำตามรูที่เจาะอยู่ด้านล่าง ดินก็ไม่แน่น ไม่แข็ง เสื่อมสภาพไปอย่างรวดเร็ว

แต่คุณสมบัติของสารอุ้มน้ำ “โพลิเมอร์” นั้นจะไม่เกิดประโยชน์ หรือไม่เหมาะสมเลยเมื่อเราจะนำมาใช้กับดินเหนียว ที่มีคุณสมบัติในการดูด อุ้ม กักเก็บน้ำได้ดีอยู่แล้ว เพราะจะยิ่งทำให้เกิดความสิ้นเปลืองและความเสียหายจากการระบายถ่ายเทน้ำได้ยากของดินเหนียว ดินเหนียวส่วนใหญ่บางทีก็เกิดจากการทับถมของดินตะกอนปากแม่น้ำ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นดินเปรี้ยว ดินกรด ควรจะแก้ความเปรี้ยวของเขาเสียก่อน ด้วยกลุ่มของวัสดุปูน เช่น ปูนมาร์ล, ปูนเปลือกหอย, ปูนเผา, ปูนขาว, โดโลไมท์และฟอสเฟตให้ดินมีสถานะเป็นกรดอ่อนๆ (พีเอช 5.8-6.3) เสียก่อน และจะให้ดีควรใช้หินแร่ภูเขาไฟ “พูมิชซัลเฟอร์” รองก้นหลุม หรือคลุกผสมกับวัสดุปลูกในอัตราดินปลูก 10 ส่วน ต่อพูมิชซัลเฟอร์ 2 ส่วน ก็จะแก้ไขในเรื่องการระบายถ่ายเทน้ำของดินเหนียวได้ดี เพราะหินแร่ภูเขาไฟ “พูมิชซัลเฟอร์” จะช่วยทำให้เนื้อดินเหนียว คลายตัว โปร่ง ฟู ร่วนซุย ระบายถ่ายเทน้ำและอากาศได้ดี

สรุปสารอุ้มน้ำโพลิเมอร์มีประโยชน์ก็ต่อเมื่อ พี่น้องเกษตรกรอยู่ในพื้นที่ห่างไกลแหล่งน้ำ เขตชลประทาน เป็นพื้นที่ดินทราย ดินร่วน มีส่วนผสมของอินทรีย์วัตถุน้อย ไม่อุ้มน้ำ อยู่ในฤดูที่แห้งแล้ง จึงควรใช้สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ เมื่อจะเพาะปลูกในไปรองก้นหลุมประมาณหลุมละครึ่งหรือหนึ่งลิตร หรือคลุกกับดินปลูกในอัตรา ดินปลูก 5 ส่วน สารอุ้มน้ำ โพลิเมอร์ 2 ส่วน ก็จะช่วยทำให้ดินมีความชุ่มชื้น พืชเจริญเติบโตได้รับน้ำอย่างต่อเนื่อง ต้นกล้าไม่เสียหายล้มตายทำให้ต้องเสียเวลามาซ่อมแซมปลูกใหม่ สนใจในส่วนของสารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ติดต่อสอบถามไปยังชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02 986 1680 – 2 หรือฝ่ายบริการฮอทไลน์ สายด่วน Call Center 084 555 4205 – 9ดูนะครับ

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ไม่เหมาะกับดินเหนียว

May 15, 2016

สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ไม่เหมาะกับดินเหนียว

ประโยชน์ของสารอุ้มน้ำ “โพลิเมอร์” นับว่ามีประโยชน์ต่อภาคการเกษตร โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้ง จากคุณสมบัติที่สามารถดูดน้ำเข้าไปกักเก็บได้มากถึง 200-400 เท่า ทำให้เป็นประโยชน์เมื่อชาวบ้านหรือเกษตกรนำไปใช้ในการปลูกข้าว ปลูกอ้อย ปาล์ม ยางพารา ยางนา ตะแบก เหียง (โครงการปลูกป่า ปลูกเห็ดเจ็ดชั่วโคตร) หรือไว้สำหรับรองก้นหลุมปลูกพืชชนิดต่างๆ เพื่อให้ต้นกล้าได้รับน้ำอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ต้นกล้ารอดตายกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ หรือในพืชตระกูลไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้กระถางทั่วไปก็ช่วยประหยัดเวลาในการรดน้ำ อินทรียวัตถุไม่ถูกชะล้างไปกับน้ำตามรูที่เจาะอยู่ด้านล่าง ดินก็ไม่แน่น ไม่แข็ง เสื่อมสภาพไปอย่างรวดเร็ว

แต่คุณสมบัติของสารอุ้มน้ำ “โพลิเมอร์” นั้นจะไม่เกิดประโยชน์ หรือไม่เหมาะสมเลยเมื่อเราจะนำมาใช้กับดินเหนียว ที่มีคุณสมบัติในการดูด อุ้ม กักเก็บน้ำได้ดีอยู่แล้ว เพราะจะยิ่งทำให้เกิดความสิ้นเปลืองและความเสียหายจากการระบายถ่ายเทน้ำได้ยากของดินเหนียว ดินเหนียวส่วนใหญ่บางทีก็เกิดจากการทับถมของดินตะกอนปากแม่น้ำ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นดินเปรี้ยว ดินกรด ควรจะแก้ความเปรี้ยวของเขาเสียก่อน ด้วยกลุ่มของวัสดุปูน เช่น ปูนมาร์ล, ปูนเปลือกหอย, ปูนเผา, ปูนขาว, โดโลไมท์และฟอสเฟตให้ดินมีสถานะเป็นกรดอ่อนๆ (พีเอช 5.8-6.3) เสียก่อน และจะให้ดีควรใช้หินแร่ภูเขาไฟ “พูมิชซัลเฟอร์” รองก้นหลุม หรือคลุกผสมกับวัสดุปลูกในอัตราดินปลูก 10 ส่วน ต่อพูมิชซัลเฟอร์ 2 ส่วน ก็จะแก้ไขในเรื่องการระบายถ่ายเทน้ำของดินเหนียวได้ดี เพราะหินแร่ภูเขาไฟ “พูมิชซัลเฟอร์” จะช่วยทำให้เนื้อดินเหนียว คลายตัว โปร่ง ฟู ร่วนซุย ระบายถ่ายเทน้ำและอากาศได้ดี

สรุปสารอุ้มน้ำโพลิเมอร์มีประโยชน์ก็ต่อเมื่อ พี่น้องเกษตรกรอยู่ในพื้นที่ห่างไกลแหล่งน้ำ เขตชลประทาน เป็นพื้นที่ดินทราย ดินร่วน มีส่วนผสมของอินทรีย์วัตถุน้อย ไม่อุ้มน้ำ อยู่ในฤดูที่แห้งแล้ง จึงควรใช้สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ เมื่อจะเพาะปลูกในไปรองก้นหลุมประมาณหลุมละครึ่งหรือหนึ่งลิตร หรือคลุกกับดินปลูกในอัตรา ดินปลูก 5 ส่วน สารอุ้มน้ำ โพลิเมอร์ 2 ส่วน ก็จะช่วยทำให้ดินมีความชุ่มชื้น พืชเจริญเติบโตได้รับน้ำอย่างต่อเนื่อง ต้นกล้าไม่เสียหายล้มตายทำให้ต้องเสียเวลามาซ่อมแซมปลูกใหม่ สนใจในส่วนของสารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ติดต่อสอบถามไปยังชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02 986 1680 – 2 หรือฝ่ายบริการฮอทไลน์ สายด่วน Call Center 084 555 4205 – 9ดูนะครับ

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

แก้ไขปัญหาการกักเก็บน้ำผิวดินแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน

May 15, 2016

แก้ไขปัญหาการกักเก็บน้ำผิวดินแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน

เมื่อมีเวลาแล้วนึกย้อนกลับไปในอดีต ยุคที่ปู่ย่า ตายายของเราทำอาชีพเกษตรกรรมในรูปแบบที่ยังไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยเหมือนกับปัจจุบันนี้ ไม่มีปุ๋ยเคมี ไม่มียาฆ่าแมลง ไม่มียาฆ่าหญ้า ไม่มีรถแทรกเตอร์ แต่ท่านก็ทำของท่านมาได้ สามารถเลี้ยงบุตรหลานให้เติบโตมาเป็นเจ้าคนนายคนก็เยอะ สืบสานวัฒนธรรมการเกษตรไทยก็แยะ โดยที่ยังมีความสุขมากกว่าผู้คนหรือสังคมปัจจุบันด้วยซ้ำ

การทำการเกษตรในยุคเก่านั้น ส่วนใหญ่ก็จะมีเพียงจอบ เสียม พลั่วเป็นหลัก ไม่มีเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ น้ำหนักมากมากดทับดิน ดินในอดีตจึงไม่แน่นแข็ง โดยเฉพาะดินชั้นล่างที่ลึกลงไปประมาณ 30-50 เซนติเมตร จากการไถพรวนของรถไถ รถแทรกเตอร์ทำให้ดินร่วนซุยแต่เฉพาะด้านบน แต่ดินชั้นล่างถูกน้ำหนักของรถกดทับจนแน่นเป็นชั้นดาน ก่อให้เกิดการระบายถ่ายเทน้ำได้ไม่ดีสะสมมากขึนเรื่อยๆ

การที่ไม่มียาฆ่าหญ้าจึงทำให้ไม่มีสารพิษที่สะสมอยู่ในดินคอยควบคุมการเจริญเติบโตของพืช เพราะยาลืมว่ายาฆ่าหญ้า คุมหญ้า ก็สามารถส่งผลกระทบกับพืชหลักได้ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะหญ้าก็จะว่าเป็นพืชชนิดหนึ่งเหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะส่งผลกระทบได้ไม่มากในระยะแรก แต่ในระยะยาวการสะสมที่มากขึ้นก็สามารถทำให้พืชอาน ชงักงันได้เช่นเดียวกัน

การย้อนกลับมาทำการเกษตรแบบเก่า แบบเดิมๆ แบบภูมิปัญญาชาวบ้านก็น่าจะดีไม่น้อย โดยเฉพาะท่านผู้อ่านที่มีโซนพอเพียงของตนเองเพียงหนึ่งถึงสองไร่ก็เพียงพอ ไม่ว่าท่านจะมีพื้นที่มากมายเป็นร้อยไร่ พันไร่ก็ไม่สำคัญ ขอเพียงแบ่งมาทำโซนพอพียงให้แก่ตนเองสักหนึ่งไร่ เพื่อให้ความสุขแก่ตนเองก็น่าจะดี่ไม่น้อยนะครับ แบ่งตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 30% สำหรับสระน้ำ 30% สำหรับนาข้าว 30% ป่าสามอย่างประโยชน์สี่อย่าง และ 10% สำหรับที่อยู่อาศัย แล้วท่านลองใช้ทรัพยากรทั้งหมดโดยไม่ต้องมีเงินเข้าเกี่ยวข้องดูสิครับ ลองดูว่าท่านจะมีความสุขอยู่หรือไม่ หิวก็กินข้าว กินไข่ กินปลา กินผัก ผลไม้ที่ปลูกเอาไว้

แต่ที่เล่ามาทั้งหมดก็ยังไม่ตรงกับประเด็นที่จั่วหัวเอาไว้นักนะครับ เพียงแต่อยากเชิญชวนให้ท่านผู้อ่านพ่อแม่พี่น้องเกษตรกรลองมาปรับเปลี่ยนวิธีการทำเกษตรแบบง่ายกันดูบ้าง โดยเริ่มจากแปลงเล็กๆ นะครับ เช่นการกำจัดหญ้าโดยไม่ใช้ยาคุมและฆ่าหญ้า ใช้วิธีการตัดหรือดาย ตัดเพียงครึ่งเดียวไม่ให้รกเกะกะจนทำงานไม่ได้ แล้วนำเศษซากหญ้านั้นไปสุมรวมกองที่โคนต้น เพื่อลดการสูญเสียน้ำจากผิวดินที่อาจจะถูกสายลม แสงแดด ระเหยไป และอีกวิธีหนึ่งการใช้จอบเสียมพรวนดินด้านบนเพื่อตัดขาดท่อแคปปิราลี (ไส้ตะเกียง) ที่นำเอาความชื้นชั้นใต้ดินขึ้นมาสู่อากาศเสียหมด ถ้าเราพรวนดินเพื่อทำลายไส้ตะเกียงของดิน ผิวดินด้านบนที่ถูกทำลายท่อแคปปิลารี จะเป็นตัวกักเก็บรับความชื้นจากไส้ตะเกียงของน้ำที่ระเหยขึ้นมาสุดที่พื้นผิวการพรวนดิน

การเลี้ยงหญ้าให้เขียวรำไรทั้งแปลง การใช้เศษซากหญ้า อินทรียวัตถุ ตอซังฟางข้าวคลุมดิน การใช้จอบพรวนดินทำลายตัดขาดท่อแคปปิลารีไม่ให้ขึ้นมาสู่ผิวดินด้านบน ให้ดินที่พรวนเป็นตัวดักกดทบน้ำที่ปลายท่อแคปปิลารีด้านล่าง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อการกักเก็บรักษาความชื้นในดินให้คงอยู่กับต้นไม้ให้ได้นาน ๆ เหมาะกับสภาพภูมิอากาศที่แห้งแล้งและหนาวเย็น ความชื้นในดินถูกอากาศกอบโกยหอบหิ้วไปเสียหมด ก็จะเป็นการประหยัดต้นทุนเรื่องน้ำให้แก่พืชได้บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์กับการเพาะเห็ด

May 15, 2016

 

สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์กับการเพาะเห็ด

ฟาร์มเห็ดหลายฟาร์มในขณะนี้ก็ประสบปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสภาพภูมิอากาศที่หนาวเย็นสลับกับร้อน ทำให้เห็ดเกิดอาการน๊อค ไม่ยอมออกดอกดังเช่นปรกติ เพราะอากาศที่เป็นในลักษณะที่เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวนี้ทำให้เห็ดบางฟาร์มปรับตัวไม่ทัน บ้างก็ต้องใช้ “แร่ธาตุกระตุ้นดอกเห็ด” เอาไปช่วย บ้างก็ใช้ อาหารเสริมเห็ด “ดีพร้อม” เอาไปเสริม ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง เพราะสาเหตุหลักๆน่าจะมาจากอากาศที่เปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันและสภาพของโรงเรือนไม่เหมาะสม โรงเรือนเห็ดที่ดีควรจะต้องรองรับกับสภาพภูมิอากาศได้หลากหลายรูปแบบ คือไม่ว่าสภาพอากาศภายนอกจะเป็นอย่างไร จะหนาวหรือร้อน ภายในโรงเรือนควรทำให้นิ่ง คงที่ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เห็ดก็ถือว่าเป็นจุลินทรีย์ชนิดหนึ่ง เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กๆในกลุ่มของเชื้อรา ที่มีการขยายพันธุ์โดยสปอร์ (Spor) คลามิโดสปอร์ (Clamidospor) และดอก (Fruiting body) ในการเจริญเติบสร้างเส้นไย จนเกิดเป็นดอกเห็ด บนเงื่อนไขของสภาพแวดล้อมและแหล่งอาหารที่เหมาะสม สิ่งมีชีวิตเล็กๆ นั้นส่วนใหญ่ก็มักจะอ่อนไหว (Sensitive) ต่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ขนาดมนุษย์อย่างเราๆ ตัวโตกว่าจุลินทรีย์เห็ดราหลายเท่ายังมีข่าวโดนคลื่นความร้อน (Heatwave) ล้มตายไปก็เยอะ โดนความหนาวเย็นจนตายไปก็มาก นับประสาอะไรกับเห็ดราขนาดเล็กก็ย่อมที่จะหลีกไม่พ้นกฎเกณฑ์นี้ด้วยเช่นเดียวกัน

การเพาะเห็ดให้ประสบความสำเร็จ จึงต้องหมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ โดยเฉพาะผู้ที่เพาะเพื่อเป็นธุรกิจการค้า ควรจะต้องหาเทคโนโลยีนวัตกรรมเครื่องไม้เครื่องมือใหม่ๆ มาปรับประยุกต์ใช้ ทำให้สภาพภูมิอากาศทั้ง เช้า สาย เที่ยง บ่าย เย็นและกลางคืน มีความสม่ำเสมอให้มากืที่สุดเท่าที่จะทำได้ และโดยในห้วงช่วงนี้อากาศที่หนาวเย็นแบบมาเป็นระรอกอาจจะทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศลดน้อยถอยลง ทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศแห้งเกินไปไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตของเห็ด โรงเรือนเห็ดที่มีปัญหานี้แล้วอาจจะไม่มีเวลารดน้ำได้บ่อยๆ อาจจะใช้ สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ (Cross linked polyacrylamide copolymer) 1 กิโลกรัม แช่น้ำทิ้งไว้ในถังหรือตุ่มขนาดตั้ง 200 ลิตร หรือ 400 ลิตร ทิ้งไว้ค้างคืน หรืออย่างน้อยสัก 2-3 ชั่วโมง สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์จะค่อยดูดน้ำเข้าไปภายในมวลของเขาแล้วจะค่อยๆ พองขยายตัวดูดน้ำเข้าไปเก็บได้มากถึง 200-400 เท่า ตามคุณภาพความบริสุทธิ์ของน้ำ

หลังจากนั้นเรานำมาใส่ภาชนะวางไว้ตามจุดต่างๆ ในโรงเรือน หริอบริเวณที่ใกล้กับก้อนเชื้อเห็ด เพื่อช่วยในเรื่องของการเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ เห็ดนั้นใช้น้ำแตกต่างจากพืชคือไม่จำเป็นต้องรดน้ำที่รากหรือที่เส้นไยเหมือนกับพืช เขาสามารถดูดความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศได้ ขอให้มีความชื้นเพียงพอ แต่ถ้าอากาศแห้งแล้ง หนาวเย็น ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศน้อย เห็ดก็จะถูกแย่งหรือดูดความชื้นภายในก้อนออกไปสู่อากาศที่แห้ง แต่ถ้ามีแหล่งน้ำ แหล่งความชื้นจาก สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ ความชื้นจากสารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ก็จะช่วยให้ความสัมพัทธ์ในอากาศไม่สูญเสียสมดุล เห็ดไม่สูญเสียความชื้น ได้รับความชื้นที่ต่อเนื่อง เจริญเติบโตดี ช่วยให้มีผลผลิตเพิ่มมากขึ้นได้ด้วยเช่นเดียวกัน

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com

ประโยชน์ของไบโอฟิล์ม200 ในภาคการเกษตรต่อสถานการณ์โลกร้อน

May 15, 2016

ประโยชน์ของไบโอฟิล์ม200 ในภาคการเกษตรต่อสถานการณ์โลกร้อน

ปัจจุบันนี้ต้องยอมรับกันนะครับว่า เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มีเข้ามามากล้นพ้นตัวจริงๆ มีเรื่องราวมากมายที่เราๆท่านๆตามทัน และมีอีกมากมายหลายอย่างที่ตามไม่ทัน เฉกเช่นเดียวกันภาคการเกษตรของเรานั้น นอกจากจะมี สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ที่ช่วยปลูกพืชในฤดูแล้งได้อย่างสบายแล้ว หรือจะเอาไว้ปลูกป่า ปลูกสักทอง ตะแบก เหียง เต็ง รัง ยางนา ตามแบบฉบับที่อาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติท่านได้นำร่องไว้ในโครงการ “ปลูกป่าปลูกเห็ดเจ็ดชั่วโคตร” ปลูกป่าแล้วได้เห็ดตับเต่า เห็ดเผาะ เห็ดระโงก เห็ดตระกูลเอ็คโตมัยคอร์รัยซา ฯลฯ ไว้กินด้วย ถือว่าเป็นประโยชน์ที่ลงตัวของธรรมชาติและกับมนุษย์ด้วย

สารอุ้มน้ำ โพลิเมอร์นั้น มีประโยชน์อย่างมากในห้วงช่วงที่พื้นที่เพาะปลูกขาดแคลนแหล่งน้ำ การชลประทานเข้าไม่ถึง มีความยากลำบากในการบริหารจัดการน้ำไปใช้ในแปลงเกษตร แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูฝน หรืออยู่ในพื้นที่ที่มีแหล่งชลประทานเพียบพร้อม สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ก็ไม่จำเป็น นอกจากนี้แล้วก็เชื่อว่าหลายท่านคงจะรู้จัก สารอุดบ่อ หรือสารอุดสระน้ำป้องกันการรั่วซึมประจำฟาร์มไร่นาแบบส่วนตัว ผู้ที่มีปัญหาขุดบ่อขุดสระแล้วมีปัญหาพื้นบ่อรั่วซึม กักเก็บน้ำไม่อยู่ น้ำซึมรั่วไหลลงไปในระดับดินชั้นล่าง หรือรั่วออกด้านข้าง เจ้าสารอุดบ่อนี้ก็จะมีประโยชน์เป็นอย่างมากด้วยเช่นกันนะครับ

และนวัตกรรมใหม่อีกอันหนึ่งถึงแม้ว่าจะเคยถูกนำมาใช้ในงานขนย้ายต้นไม้ประดับประดาตกแต่งบ้าน อาคาร สถานที่เพื่อลดการคายน้ำในระหว่างขนส่งมาบ้างก็ตาม นั่นก็คือ “ไบโอฟิล์ม200” ซึ่งถือว่ามีประโยชน์อย่างมากในห้วงช่วงสถานการณ์ขณะนี้ เนื่องด้วยสภาพภูมิอากาศ ฟ้าฝน แปรปรวน รวนเร ไม่แน่ ไม่นอน เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวแห้ง พืชปรับตัวไม่ทัน กระบวนการโยกย้ายถ่ายเทน้ำภายในลำต้นก็มีสิทธิ์ที่จะทำให้พืชนั้นเครียดได้ การนำไบโอฟิล์ม200 มาผสมกับน้ำในอัตรา 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นป้องกันการคายน้ำ สร้างความชุ่มชื้นให้แก่ผนังเซลล์พืช ก็นับว่าเป็นอีกเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมหนึ่งที่ควรจะนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการผลิตพืชไร่ไม้ผล หรือสาขาอาชีพเกษตรที่เกี่ยวข้องได้ เพื่อช่วยผ่อนผันบรรเทาความเสียหายที่อาจจะเกิดมาจากสภาพภูมิอากาศที่ไม่แน่นอน

นอกจาก “ไบโอฟิล์ม200” จะทำหน้าที่แบบม้อยเจอร์ไรเซอร์พืช คือให้ความชุ่มชื้นแก่ผนังเซลล์ ลดการคายน้ำจากสภาพภูมิอากาศที่แห้งและร้อนแล้ว การนำ “ไบโอฟิล์ม200” มาใช้ประโยชน์ในเชิงลดการฟุ้งกระจายของละอองพ่นฝอยของยาฆ่าหญ้า ยาคุมหญ้า หรือสารเคมีกำจัดโรงแมลงที่มีพิษรุนแรง ไม่ให้ปลิวไปรบกวนแปลงเรือกสวนไร่นาของเพื่อนบ้านให้เสียหาย เกิดอาการไหม้ ล้มตาย ได้ ลดความขัดแย้ง ลดการทะเลาะไปด้วยในตัว เกิดมิตรภาพความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อน เพราะ ไบโอฟิล์ม200 จะช่วยทำให้เกิดการหน่วงหนืดของมวลน้ำให้ไปเกาะติดสัมผัสกับใบพืชได้ดีขึ้น ไม่ฟุ้งเบากระจัดกระจายตามสายลมไปนอกพื้นที่เป้าหมาย ทำให้ประหยัดต้นทุนในการฉีดพ่น ได้ผลลัพธ์เต็มประสิทธิภาพ

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

ดูแลแก้ไขปัญหาข้าวกระทบอากาศแปรปรวน สวนวิกฤตโลกร้อน

May 15, 2016

วันนี้มีข่าวดีเกี่ยวกับเรื่องข้าวมาฝากท่านผู้อ่านที่เป็นชาวนาด้วยนะครับ เกี่ยวกับเรื่องของการที่ประเทศอิหร่านได้รับการยกเลิกการคว่ำบาตรจากสหประชาชาติ จึงทำให้ความสัมพันธ์ของไทยกับอิหร่านสามารถที่จะสานต่อกันได้โดยทันทีหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์มีการเข้าไปเจรจาต้าอ่วย ทำโรดโชว์ประสานงานเกี่ยวกับเรื่องว่าทำอย่างไรให้อิหร่านสามารถนำเข้าข้าวจากไทยได้ เพราะปรกติทางรัฐบาลของประเทศอิหร่านนั้นก็มีโควตาอยู่ 20 % ที่รัฐสามารถนำเข้าข้าวได้เองและเป็นของภาคเอกชนอีก 80 % ในส่วนนี้เอง นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะไปเจรจาประสานงานจนได้ออร์เดอร์ข้าวจากอิหร่านมา 300,000 ตัน เป็นจำนวนเงิน 4,300 ล้านบาท ก็ถือว่าเป็นการช่วยระบายสต๊อคข้าวในบ้านเราให้ลดน้อยถอยลง เมื่อผลผลิตของข้าวรุ่นใหม่ที่แม้ว่าจะกระทบกับปัญหาภัยแล้งอยู่บ้างก็ตาม แต่ก็ยังมีปริมาณที่ยังทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกยังตกต่ำอยู่ เพราะถือเป็นฤกษ์งามยามดีในวงการข้าวนะครับ ที่อย่างน้อยก็มีอีกช่องทางหนึ่งให้เราได้ระบายข้าว มีฐานการส่งออกข้าวเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตามนะครับในห้วงช่วงนี้ก็ถือว่าเป็นฤดูแล้ง ไมว่าจะแล้งจะผลพวงของเอลนีโญ หรือจากปรากฎการณ์โลกร้อน อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงก็ตาม พี่น้องเกษตรกรก็ต้องปรับตัวตามให้ทันนะครับ อย่าปล่อยให้ตัวเองตกขบวนรถไฟแห่งสภาพแวดล้อมของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีแนวโน้มว่าไปในทางที่แย่ลง โดยปฏิเสธไม่ได้เสียด้วยนะครับว่าเกือบทั้งหมดนี้ มาจากน้ำมือของมนุษย์ตาดำๆ อย่างพวกเรานี่แหละครับ ความแห้งแล้ง ร้อน สลับกับหนาวเย็น ก็ทำให้ข้าวและพืชอื่นๆ นั้นมีอาการช็อคได้ด้วยเช่นเดียวกัน แม้แต่มนุษย์ก็ยังมีข่าวเจ็บ ป่วย ล้มตาย และหนาวตาย กันเป็นรายวันตามข่าวทีวี และสื่อสิ่งพิมพ์

การดูแลแก้ไขปัญหาสำหรับพี่น้องชาวนาที่อาจจะวิดปั้มบาดาล บ่อตอก บ่อสาว แล้วทำนาปลูกข้าวกันอยู่ คงหลีกหนีไม่พ้นอย่างแน้แท้กับสภาพอากาศที่แปรปรวนเหล่านี้ โดยเฉพาะเรื่องของอากาศหนาว ก็อย่าลืมนะครับ ใช้ผลิตภัณฑ์ต้านความหนาวของชมรมเกษตรปลอดสารพิษอย่าง “ไรซ์กรีนพลัส” ซึ่งประกอบด้วยซิลิสิค แอซิดเป็นตัวนำ ตามด้วย สังกะสี นิกเกิ้ล ซัลเฟอร์ ที่มีบทบาทหน้าที่ในเรื่องของการทำให้พืชการปรับตัวต้านทานต่อสภาพอากาศที่หนาวเย็นได้เป็นอย่างดี และถ้าความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศมีน้อย แห้ง น้ำจากภายในสรีระของข้าวและพืชก็จะถูกระเหยออกมาได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดอาการสูญเสียน้ำ การเจริญเติบโตก็มีความบกพร่อง ควรใช้ “ไบโอฟิล์ม200” ในอัตรา 5 กรัม ต่อน้ำ 20 ลืตร กวนให้เข้ากันกับน้ำ หรือจะใส่ไปพร้อมกับสารเพิ่มความแข็งแรงให้แก่เซลล์ของพืชและข้าวอย่าง ซิลิสิค แอซิด หรือ ไรซ์กรีนพลัส ไปพร้อมกันด้วยก็ได้ เป็นการประหยัดแรงงานการฉีดพ่น อันนี้ก็ต้องใช้ดุลยพินิจและเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้นต่อหน้าของเราด้วยนะครับ เอาตามที่เหมาะสม ถ้าหนาวก็ใช้ ไรซ์กรีนพลัส ถ้าต้องลดการสูญเสียน้ำ หรือลดปริมาณละอองของยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลงชนิดรุนแรงที่จะปลิวตามลมไปตกในแปลงเรือกสวนไร่นาของเพื่อนบ้าน ทำให้เกิดการความสูญเสียและทะเลาะเบาะแว้ง ก็ใช้ “ไบโอฟิล์ม200” และถ้าพืชอ่อนแอ อวบอ้วน เช่น ยอดอ่อนของกระถิน ชะอม มะขามอ่อน ถั่วฝักยาว มะระ หรือพืชผักต่างๆ ถูกทำลายง่าย ก็ใช้ ซิลิสิค แอซิด ฉีดพ่นยิงตรงไปยังยอดทำให้ยอดแข็งแกร่งทันที ปกป้องการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟไรแดงและหนอนแมลงศัตรูพืชได้ในระดับเชิงป้องกันได้เป็นอย่างดี

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com