Archive for the ‘คุณค่าน่ารู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์’ Category

การใช้จุลินทรีย์ชีวภาพ “ฟอร์แทรน” ปราบปลวกร้ายในบ้านเรือน

May 15, 2016

การใช้จุลินทรีย์ชีวภาพ “ฟอร์แทรน” ปราบปลวกร้ายในบ้านเรือน

ปัญหาเรื่องปลวกนี่ถือว่าเป็นปัญหาเรื้อรัง ถาวร ถ้าคุณๆ ไม่ตื่นตัวรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็จะแป็นเหยื่อของเจ้าหน้าที่บริษัทกำจัดปลวกที่อาสามาอัด ฉีด น้ำยา และเก็บค่าบริการรายปี บ้างก็หลายพัน บางบริษัทก็หลายหมื่น แต่ปลวก กับ มนุษย์ ที่รบกันมายาวนาน หรืออยู่คู่กันมานานสองแสนล้านปีมานี้ ปรากฏว่ายังไม่มีใครชนะใครได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเลย…

แล้วเราจะมัวไปหลงกล เสียเวลากับบริษัทกำจัดปลวกเหล่านั้นอยู่ทำไม แถมเจ้าสารพิษที่พวกเค้านำมาฉีดพ่นนั้นก็มีกลิ่นไอระเหย เมื่อคนแก่ เด็ก และสัตว์เลี้ยง สัมผัสสูดดมเข้าไป บ่อยๆ เข้า ก็อาจจะกลายเป็นสารก่อมะเร็ง หรือโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ นานา ที่หาสาเหตุไม่ได้…

การที่จะกำจัดปลวกให้หมดสิ้นไปแบบเกลี้ยงเกลาเลยนั้น คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะปลวกนั้นเขาก็มีชั้นวรรณะ คล้ายกับมนุษย์เรานี่แหละครับ มีราชินี มีปลวกทหาร ปลวกงาน และแมลงเม่าซึ่งทำหน้าที่ผสมพันธุ์เพียงอย่างเดียว ปลวกงานมีหน้าที่ทำงาน หาอาหารมาป้อนราชินี ราชินีมีหน้าที่ผลิตประชากร ก็ว่ากันไปครับ ประมาณนี้…ฮ่าๆ (ใครอยากรู้ลึกๆ ต้องไปเสิร์ชหาในอากู๋ กูเกิ้ลกันดูนะครับ)

ทีนี้หลักการในการที่จะป้องกันกำจัดปลวกแบบชีวภาพก็พอจะมีและดูทีท่าว่าน่าจะยั่งยืนด้วย นันก็คือการใช้เชื้อโรคของปลวก…นั่นก็คือ เชื้อรา เมธาไรเซียม หรือในชื่อการว่า “ฟอร์แทรน” เป็นหนึ่งในห้าเสือจุลินทรีย์ชีวภาพที่ใช้ในการป้องกันกำจัดปลวกร้ายในอาคารบ้านเรือน และสามารถปราบพวกแมลงดำหนามที่ทำลายปาล์ม มะพร้าว ปราบพวกเพลี้ยจักจั่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และรวมถึงหนอน แมลงศัตรูพืชอื่นๆ ได้ดีอีกด้วยนะครับ

ที่ว่าเป็นเชื้อโรคของปลวก ก็เพราะว่าในอดีตนั้น ครูบาอาจารย์สมัยก่อนที่คิดค้นวิจัยว่าทำไม เห็ดปลวก เห็ดโคนนั้น มนุษย์จึงไม่สามารถเพาะเองได้ ต้องอาศัยปลวกเป็นผู้ปลูกผู้เพาะ….เขาจึงทำการขุดสำรวจสรีรโครงสร้างจอมปลวกว่า สวนเห็ด สวนเชื้อรา ที่เห็ดเขาเลี้ยง เขาเพาะไว้นั้นมีระบบการทำงานอย่างไร….แต่ปรากฏว่าจอมปลวกที่ขุดไปเรื่อยๆ นั้น จะสังเกตุเห็นว่าจอมปลวกร้างทุกๆ จอมปลวกนั้น จะมีเชื้อราสีเขียวขี้ม้าอาศัยอยู่ที่จอมปลวกเลย….จึงนำมาศึกษาวิจัยต่อยอดจนค้นพบว่าเป็นเชื้อรา “เมธาไรเซียม” และก็พัฒนาต่อยอดกันมาจนเป็นจุลินทรีย์กำจัดปลวก กำจัดแมลงศัตรูพืชในปัจจุบันนี่แหล่ะครับ…(แฮ่ะๆ….โม้เสียยาวเลย….หวังว่าคุณๆ คงจะยังไม่เบื่อกันนะครับ)

การประยุกต์ใช้ไอ้เจ้า “ฟอร์แทรน” ในการกำจัดปลวกนี่ก็โดยการใช้ “ฟอร์แทรน” 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรฉีดพ่นให้ทั่วพื้นที่รอบๆ บริเวณบ้าน หรือนำไปโปรยโรยตรงทางเดินปลวก ทำการแซะ แงะ งัด ทางเดินของปลวกออกเสียก่อน แล้วโรยผงสปอร์ “ฟอร์แทรน” ลงไป ปล่อยให้ปลวกเดินผ่าน ลำตัวปลวกที่ชื้นแฉะก็จะติดเอาผงสปอร์เข้าไปในรัง ปลวกเป็นสัตว์สังคม ชอบสะอาด จะดูดเลียทำความสะอาดให้กันและกัน ก็จะติดเชื้อสปอร์ของ “ฟอร์แทรน” เข้าไปในลัง และเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ รังปลวกที่มืดและอับชื้นเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเจ้า “ฟอร์แทรน” ซึ่งเป็นจุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตก็ขยายจำนวนมาก จนบางครั้งเพียงพอที่จะทำให้ปลวกนั้นตายยกรังได้เลยทีเดียวเชียวล่ะครับ
อีกวิธีการหนึ่งก็ถือว่าเป็นวิธีที่ดีและยั่งยืนด้วยเช่นกันนะครับ ก็คือนำผงสปอร์ของ “ฟอร์แทรน” ในอัตรา 1 กิโลกรัม คลุกผสมกับขี้กบ (ไสไม้) หรือขี้เลื่อย 10 กิโลกรัม คลุกเคล้าให้เข้ากัน อัดเข้าไปในกระบอกไม้ไผ่ที่หั่นเป็นปล้องละข้อ หรือจะเป็นท่อพีวีซีก็ได้นะครับ แล้วนำไปฝังรอบตัวอาคารบ้านเรือน ห่างกันจุดละเมตรสองเมตร ใช้กระบอกไม้ไผ่เพื่อเป็นเปลือกเป็นฉนวนมิให้ขี้เลื่อยหรือขี้กบไสไม้ผุพังเร็วเกินไป รอวันเวลาของฝนหน้าฟ้าใหม่ เมื่อแมลงเม่าจากต่างถิ่นบินเข้ามาอาศัยผสมพันธุ์ ปลวกงาน ปลวกทหารก็จะออกสำรวจอาหาร เมื่อพบกับขี้เลื่อย ขี้กบไสไม้ที่มีเชื้อราเมธาไรเซียม หรือ “ฟอร์แทรน” ก็จะได้รับสัมผัสเชื้อตายตั้งแต่เริ่มสร้างอานาจักรเลยทีเดียวเชียวล่ะครับ

ต้นทุนของจุลินทรีย์ชีวภาพกำจัดปลวกประมาณ 400 บาท เมื่อเทียบกับค่าบริการของบริษัทกำจัดปลวกที่เป็นพันเป็นหมื่น หรือหลายหมื่นด้วยซ้ำก็ถือว่าคุ้มค่าน่าใช้อยู่มากทีเดียวเชียวล่ะครับ หรือจะใช้นำไปคลุกผสมกับกระดาษหลัง หรือหนังสือพิมพ์นำไปชุบน้ำให้เปียก แล้วขยำคลุกเคล้าของสปอร์ “ฟอร์แทรน” แล้วนำไปวางตามห้องเก็บของ ฝ้า หลังคา เพดาน ฯลฯ ก็สามารถเป็นหยื่อล่อให้ปลวกมากินและตายก่อนที่จะสร้างอาณาจักรในบ้านเราได้ด้วยเช่นเดียวกันนะครับ สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์ติดต่อฝ่ายวิชาการของชมรมเกษตรปลอดสารพิษเราได้นะครับ 02 986 1680 – 2

 

มนตรี   บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

เราจะใช้จุลินทรีย์ชีวภาพ “คัทออฟ” อย่างไร ให้โลกสดใส สิ่งแวดล้อมสดสวย

May 15, 2016

เราจะใช้จุลินทรีย์ชีวภาพ “คัทออฟ” อย่างไร ให้โลกสดใส สิ่งแวดล้อมสดสวย

วันนี้คุณๆคงจะคิดนึกไปว่า ผู้เขียนมาไม้ไหนกันอีกล่ะวันนี้   ฮ่าๆ…. โลกสวย โลกใสอะไรกัน จะบอกอะไรก็รีบบอกๆ มาเฮ๊อะ!!! เดี๋ยวจะรีบไปอ่านเรื่องอื่นๆที่ดีมีสาระกว่านี้….อะจึ๋ย! อย่าเพิ่งรีบไปนะครับ เดี๋ยวผมกำลังจะเล่าให้ฟังครับเกี่ยวกับเรื่องของ จุลินทรีย์ชีวภาพ “คัทออฟ”

ก่อนอื่นก็ต้องขอแนะนำก่อนนะครับวา “คัทออฟ” นั้นคือจุลินทรีย์ชีวภาพกำจัดศัตรูพืชหนึ่งใน 5 เสือจุลินทรีย์ชีวภาพของชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ที่พัฒนาต่อยอดมาจากจุลินทรีย์ “ทริปโตฝาจ” ให้มีศักยภาพในการขยายเชื้อได้ เพื่อลดต้นทุนของพี่น้องเกษตรกรและคุณๆทั้งหลายที่ชื่นชอบหนทางชีวภาพที่ปลอดภัยไร้สารพิษต่อตนเองและสิ่งแวดล้อม

“คัทออฟ” นั้นก็คือชื่อการค้าของเชื้อราบิวเวอร์เรีย (Beauveria Bassiana) ที่ใช้ในการจดทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สามารถนำไปใช้ในการปลูกพืชผักผลไม้ที่ต้องการการรับรองระบบการจัดการคุณภาพที่เรียกว่า GAP พืชและเกษตรอินทรีย์ (Organic) และยังได้รับการรับรองจากสำนักพัฒนาระบบ และการรับรองมาตรฐานสินค้าพืชให้เป็นปัจจัยการผลิตที่สามารถใช้ในการผลิตพืชอินทรีย์ ตามมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ ของกรมวิชาการเกษตร (Organic Thailand) …..ชักเริ่มน่าสนใจขึ้นมาบ้างแล้วใช่ไหมครับ?……คิดไปเอง…อิๆ

จุลินทรีย์ชีวภาพ “คัทออฟ” มีประโยชน์สำหรับป้องกันกำจัดศัตรูพืชจำพวกแมลงทดแทนการใช้ยาฆ่าแมลงและสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เป็นจุลินทรีย์ที่จัดอยู่ในพว “เชื้อราทำลายแมลง” สามารถทำลายแมลงได้หลายชนิด โดยการผลิตน้ำย่อยหรือ เอนไซม์ที่เป็นพิษต่อศัตรูพืช เพลี้ย หนอน ฯลฯ และเป็นเชื้อราที่อาศัยและกินเศษซากที่ผุพัง (Saprophyte)

ลักษณะการการทำงานหรือการเข้าทำลายแมลงของจุลินทรีย์ชีวภาพ “คัทออฟ” มีดังนี้นะครับ

  1. เมื่อเราทำการฉีดพ่นจุลินทรีย์ชีวภาพ “คัทออฟ” สปอร์ของ “คัทออฟ” จะตกติดอยู่กับผนังลำตัวแมลงเข้าสู่ตัวแมลงทางผนังลำตัว รูหายใจ บาดแผลบนผนังลำตัว ความชื้นเหมาะสมกับการงอก สปอร์จะแทงทลุผิวหนังลำตัว เชื้อราจะงอกสู่ช่องว่างลำตัวแมลงเจริญเติบโตสร้างเส้นใยมากมายทำลายแมลง
  2. เมื่อสปอร์ของจุลินทรีย์ชีวภาพ “คัทออฟ” เจริญเป็นเส้นไยทำลายอวัยวะภายในของแมลงศัตรูพืชจนเจ็บป่วยล้มตาย หลังจากนั้นเส้นใยจะแทงผ่านผนังลำตัวแมลงออกสู่ภายนอกตัวแมลง
  3. สปอร์ของจุลินทรีย์ชีวภาพ “คัทออฟ” จะแพร่กระจายไปตามลม ฝนหรือติดกับตัวแมลง เชื้อราจึงสามารถขยายพันธุ์ต่อได้ และเมื่อสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมก็จะ ทำลายแมลงศัตรูต่อไป

กลไกการเข้าทำลายแมลงของจุลินทรีย์ชีวภาพ “คัทออฟ” หรือเชื้อราบิวเวอร์เรีย คือ เมื่อสปอร์ของเชื้อราสัมผัสกับผิวของแมลง ในสภาพความชื้นที่เหมาะสม (ความชื้นสัมพัทธ์ 50 % ขึ้นไป แต่ดีที่สุดคือจะต้องอยู่ประมาณ 80-90 % นะครับ) สปอร์จะงอกเป็นเส้นใยแทงผ่านผิวหนังเข้าไปในลำตัวแมลง แล้วขยายจำนวนเจริญอยู่ภายในโดยใช้เนื้อเยื่อของแมลงเป็นอาหาร แมลงจะตายในที่สุด ภายในระยะเวลาต่างๆ ขึ้นอยู่กับชนิด ขนาด และวัยของแมลง โดยทั่วไปประมาณ 3 – 14 วัน เชื้อราบิวเวอร์เรียหรือจุลินทรีย์ชีวภาพ “คัทออฟ” สามารถนำมาใช้ในการกำจัดแมลงศัตรูพืชที่สำคัญในพืช เศรษฐกิจหลายชนิด เช่น แมลงศัตรูพืชเป้าหมายในข้าว ได้แก่ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยไฟ บั่ว หนอนห่อใบ ในมะม่วงได้แก่ เพลี้ยจักจั่นที่ทำลายช่อมะม่วง แมลงค่อมทอง ในพืชตระกูลส้มได้แก่ เพลี้ยอ่อนส้ม เพลี้ยไก่แจ้ เพลี้ยไฟ ไรแดง ในพืชผักได้แก่ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ ไรขาว แมลงหวี่ขาว หนอนผีเสื้อต่างๆ ในอ้อยได้แก่ แมลงค่อมทอง เป็นต้น

ลักษณะอาการของแมลงที่ถูกจุลินทรีย์ชีวภาพ “คัทออฟ” เข้าทำลาย คือแมลงที่ถูกทำลายจะแสดงอาการของการเป็นโรคคือ เบื่ออาหาร กินน้อยลง อ่อนเพลียและไม่เคลื่อนไหว สีผนังลำตัวแมลงมักจะเปลี่ยนไป ปรากฎจุดสีดำบนบริเวณที่ถูกเชื้อราเข้าทำลาย พบเส้นใย และผงสีขาว ของสปอร์ปกคลุมตัวแมลงที่ถูกเชื้อราเข้าทำลาย การใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียควบคุมศัตรูพืช

ทั้งหมดนี้ก็คือข้อมูลบางส่วนนะครับของจุลินทรีย์ชีวภาพ “คัทออฟ” หรือเชื้อราขาวบิวเวอร์เรีย (Beauveria Bassiana) ที่ผมนำมาฝากคุณๆท่านผู้อ่าน เผื่อว่าจะมีประโยชน์ให้ผู้ที่สนใจในการการเกษตรชีวภาพ ปลอดภัยไร้สารพิษอยู่บ้างไม่มากก็น้อย เพื่อไว้เป็นทางเลือกในการป้องกันดูแลรักษาโรคแมลงศัตรูพืชที่เข้ารบกวนแปลงเกษตรกร โดยไม่ต้องใช้สารพิษหรือเป็นไปในลักษณะที่เรียกว่า ค่อยๆ ลด ละ เลี่ยง เลิก การใช้สารพิษไปทีละน้อย เพื่อผืนดินแผ่นน้ำของไทยเราจะได้กลับมามีชีวิตชีวา สะอาด ปลอดภัย เป็นต้นทุนทางธรรมชาติให้ลูกหลานเราได้ใช้ประโยชน์กันต่อไปครับ

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพืษ www.thaigreenagro.com

บทความเกษตร Mont 20160504 ประโยชน์ของ “อินดิวเซอร์” ประโยชน์ของเกษตรกรไทยไร้สารพิษ

May 15, 2016

บทความเกษตร Mont 20160504 ประโยชน์ของ “อินดิวเซอร์” ประโยชน์ของเกษตรกรไทยไร้สารพิษ

อินดิวเซอร์คืออะไร? หลายๆท่านที่เพิ่งจะเข้ามาในกลุ่มชมรมเกษตรปลอดสารพิษ อาจจะยังงงๆ เพราะว่าเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพตัวใหม่เอี่ยมอ่อง ที่กำลังคลอดออกมาให้คุณๆ ได้สัมผัสนำไปปรับประยุกต์ใช้ทดแทนการใช้สารเคมีกำจัดเชื้อรา ซึ่งมีอันตราย มีสารพิษตกค้างในผืนดินแผ่นน้ำ และที่สำคัญทำให้สูญเสียเงินตราออกนอกประเทศโดยใช่เหตุ…

เจ้า “อินดิวเซอร์” ที่ว่านี้แท้จริงก็คือ จุลินทรีย์ชีวภาพปราบเชื้อราโรคพืชที่ก่อนหน้านี้มีชื่อว่า “ไตรโคเดอร์ม่า (Tricoderma Harzianum ssp.) ” นั่นเองครับ ซึ่งถือว่าเป็นจุลินทรีย์ที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน …เพียงแต่ว่าในอดีตเมื่อสัก 30-40 ปีที่ผ่านมานั้น เกษตรกรยังมีความนิยมกลุ่มของเคมีที่เห็นผลทันใจเสียมากกว่า…..

จากกิจกรรมทางด้านเกษตรปลอดสารพิษ…ที่พวกเราช่วยกันส่งเสริมมาเกือบจะ 20 ปีนี้ จึงทำให้เกิดวิวัฒนาการต่างๆ เยอะแยะมากมาย ที่จะต้องมีการพัฒนาปรับปรุง….คำว่าปรับปรุงในที่นี้ก็คือ ปรับปรุงให้เข้ากับระบบของภาครัฐในยุคปัจจุบันนะครับ…(คือคุณจะต้องเข้าระบบ…เพื่อการตรวจสอบ..และการควบคุม…ให้บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกเขาได้เห็นวชัดหน่อย รึเปล่า!!!….แฮะๆ)

ดังนั้นผลิตภัณฑ์ชีวภาพทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นขิง ข่า ตะไคร ใบมะกรูด พริก ฯลฯ โน่น นี่ นั่น เมื่อเค้าบรรจุให้เป็นวัตถุอันตราย ท่านจะเก็บ ท่านจะครอบครอง ท่านจะผลิต ท่านจะทำอะไรเกี่ยวกับพวกเขาเหล่านี้ท่านจะต้องจด แจ้ง เพื่อจะได้มีค่าใช้จ่ายให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น มิฉะนั้นเดี๋ยว!!! จะไปทำให้ยอดขายสารเคมีวัตถุอันตรายนำเข้าจากต่างประเทศยอดขายลดลงได้….อะจึ๋ย!!! ไม่ใช่นะครับ เพื่อทำให้คุณภาพทัดเทียมกับนานา อารยะประเทศต่างหาก…

ทีนี้เราลองมาดูประโยชน์และการนำไปใช้งานของ “อินดิวเซอร์” กันดูนะครับ เจ้า “อินดิวเซอร์” หรือ “ไตรโคเดอร์ม่า” นี้เค้าสามารถที่จะควบคุม ทำลายหรือยับยั้งเชื้อราในดินสาเหตุโรคพืชทั้งราชั้นสูงและราชั้นต่ำ เช่น

  1. ทำลายเชื้อราพิเทียม (Pythium spp.) สาเหตุโรคเน่าระดับดิน กล้ายุบ กล้าเน่า โคนเน่า โรคยอดเน่าในพืชไร่ มะเขือเทศ พืชผักชนิดต่างๆ
  2. ทำลายเชื้อราไฟทอฟเทอร่า (Phytopthora spp.) สาเหตุโรคราที่ทำให้ผลร่วง ดอกร่วง ใน ลำใย ลิ้นจี่ โรคดอกรวงในทุเรียน โรครากเน่า-โคนเน่า ใน พริก ทุเรียน ส้ม มะนาว พริกไท แตงโม แตงกวา แตงร้าน มะเขือเทศและโรคเน่าเข้าไส้ในกล้วย ฯลฯ
  3. ทำลายเชื้อราสเคอโรเทียม (Sclerotium spp.) สาเหตุโรค โคนเน่า โรคกล้าไหม้ ราเม็ดผักกาด โรคเหี่ยวในพืชผักชนิดต่าง ๆ มะเขือเทศ พืชไร่ สตรอเบอรี่ มันฝรั่ง
  4. ทำลายเชื้อราไรซอกโทเนีย (Rhizoctonia spp.) สาเหตุโรคเน่าคอดิน กล้ายุบ กล้าเน่า ทำให้ทุเรียนเป็นโรคใบติด
  5. ทำลายเชื้อราคอลเลทโททริกัม (Colletotrichum spp.) สาเหตุโรคแอนแทรคโนสในมะม่วง องุ่น ฝรั่ง พุทรา ชมพู่ มะละกอ พริก หอมหัวใหญ่ หอมแบ่ง หอมแดง กระเทียม มันฝรั่ง
  6. ทำลายเชื้อราอัลเทอนาเรีย (Alternaria spp.) สาเหตุโรคโรคใบจุดเน่าในพืชตระกูลกระหล่ำ เช่น ผักคะน้า ผักกาดขาว กระหล่ำดอก กระหล่ำปลี บรอคโครี่ สตรอเบอรี่ มันฝรั่ง พริก
  7. ทำลายเชื้อรา ฟิวชาเรียม (Fusarium spp.) สาเหตุโรคใบไหม้ในไม้ผล พืชไร่ พืชผักชนิดต่างๆ ตลอดจนไม้ดอก ไม้ประดับการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสด

ที่สำคัญเรายังคงสามารถที่จะใช้เจ้า “อินดิวเซอร์” นี้ได้หลายวิธีตามโอกาสและความสะดวกของพี่น้องเกษตรกร เช่น ใช้ผงสปอร์ “อินเดิวเซอร์” คลุกผสมกับรำข้าวละเอียดและปุ๋ยหมักปุ๋ยคอก, ปุ๋ยอินทรีย์ในสัดส่วน 1 : 10 : 40 โดยปริมาตรหรือน้ำหนักสำหรับใส่หลุมปลูก อัตรา 10-20 กรัม (1-2 ช้อนแกง) คลุกเคล้ากับดินในหลุมปลูกพืช ก่อนการหยอดเมล็ดพืช หรือหว่านลงแปลงปลูก ด้วยอัตรา 50-100 กรัมต่อตารางเมตร หรือใช้ผสมรวมกับวัสดุปลูกสำหรับการเพาะกล้าโดย ใส่ส่วนผสมของผงสปอร์ ”อินดิวเซอร์” + ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอก, ปุ๋ยอินทรีย์ ผสมร่วมกับดินหรือวัสดุปลูกอัตรา 1: 10 โดยปริมาตร นำดินหรือวัสดุปลูกที่ผสมด้วยส่วนผสมของผงสปอร์ “อินดิวเซอร์” แล้วใส่กระบะเพาะเมล็ด ถุงหรือกระถางปลูกพืช กรณีของการคลุกเมล็ดพืชก่อนปลูก สามารถใช้ผงสปอร์ “อินดิวเซอร์” ล้วนๆ อัตรา 10 กรัม (1 ช้อนแกง) ต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม เติมน้ำ 10 ซีซี และถ้าต้องการผงสปอร์ “อินดิวเซอร์” ในรูปน้ำเพื่อการฉีดสามารถใช้ได้ในอัตรา 50-100 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น ราด รดลงดิน หรือพ่นส่วนบนของต้นพืช หรือใช้ปล่อยไปพร้อมระบบการให้น้ำใต้ทรงพุ่มของพืช และใช้แช่ส่วนขยายพันธุ์พืช เช่นเมล็ด หัว เหง้า แง่ง ท่อนพันธุ์ ก็ได้ ….คุณๆ ที่ชอบการทำเกษตรที่ปลอดภัย สไตรล์ปลอดสารพิษ..ลองนำไปประยุกต์ใช้กันดูนะครับ….

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

5 เสือจุลินทรีย์ไทยได้มาตรฐานกรมวิชาการเกษตร ช่วยไทยไร้สารพิษ

May 15, 2016

5 เสือจุลินทรีย์ไทยได้มาตรฐานกรมวิชาการเกษตร ช่วยไทยไร้สารพิษ

พัฒนาการด้านความปลอดภัยในเรื่องอาหารและสุขภาพก็มีความก้าวหน้ามากขึ้น การผลิตพืชผักผลไม้ภาคการเกษตรก็พัฒนาขึ้นมาตามลำดับ โดยเฉพาะจุลินทรีย์ที่ใช้ในการปราบ โรค แมลง เพลี้ย หนอน รา ไร ของชมรมเกษตรปลอดสารพิษที่พัฒนาโดยคนไทย เพื่อเกษตรกรไทย ก็สามารถก้าวเข้ามาทดแทนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชของต่างประเทศได้ โดยให้พี่น้องเกษตรกรได้มีทางเลือกใหม่ ที่ปลอดภัยไร้สารพิษมากกว่า

จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในเรื่องการปราบ โรค แมลง เพลี้ย หนอน รา และไร ทั้ง 5 ตัว อย่าง ไบโอแทค (Bacillus thuringiensis ssp) บีทีชีวภาพปราบหนอน ไม่ว่าจะเป็นหนอนกอ หนอนห่อใบ หนอนใย หนอนชอน ฯลฯ, ไบโอเซ็นเซอร์ (Bacillus Subthilis ssp.) จุลินทรีย์ชีวภาพปราบโรคแคงเกอร์ในพืชตระกูลส้ม มะนาว โรคแอนแทรกโนส โรคกุ้งแห้งในพริก, อินดิวเซอร์ (Trichoderma harzianum ssp.) จุลินทรีย์ชีวภาพกำจัดโรคใบด่าง ใบดำ ใบจุด ใบฉ่ำน้ำ โรครากเน่าโคนเน่า, คัทออฟ (beauveria bassiana ssp.) จุลินทรีย์ชีวภาพกำจัดเพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง เพลี้ยไฟ ไรแดง, ฟอร์แทรน (metarhizium anisopliae ssp.) จุลินทรีย์กำจัดปลวกร้ายในอาคารบ้านเรือน เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่น ฯลฯ

ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ทางด้านชีวภาพที่ตอบโจทย์เกี่ยวกับเรื่องของการนำไปป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูพืช ไม่ว่า จะเป็นเพลี้ย หนอน รา และไร ที่จะเข้ามาทำลายผลผลิตของพี่น้องเกษตรกรได้อย่างครอบคลุม โดยไม่ต้องหันกลับไปใช้ยาฆ่าแมลงสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ให้สุขภาพของเราต้องเสื่อมโทรม และถือว่าเป็นการทำบุญให้กับตนเองในฐานะผู้ผลิตอาหารป้อนสู่เพื่อนมนุษย์โลกทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ให้ได้บริโภคแต่สิ่งที่ดีๆ มีคุณภาพ และช่วยประหยัดเงินตราออกนอกประเทศ ลดการนำเข้ายาฆ่าแมลงสารเคมีกำจัดศัตรูพืชปีหนึ่งๆ ก็เกือบแสนล้านบาท

5 เสือจุลินทรีย์ชีวภาพทั้ง ไบโอแทค (Bacillus thuringiensis ssp), ไบโอเซ็นเซอร์ (Bacillus Subthilis ssp.), อินดิวเซอร์ (Trichoderma harzianum ssp.), คัทออฟ (beauveria bassiana ssp.), ฟอร์แทรน (metarhizium anisopliae ssp.) ยังได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร ผ่านมาตรฐานต่างๆ ในระดับที่มีความปลอดภัยสูง ถือว่ามีความปลอดภัยมากกว่าน้ำปลาถึง 10 เท่าไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม (ผ่านการทดสอบความเป็นพิษที่เรียกว่า LD50) สามารถนำไปใช้ในการรับรองระบบการจัดการคุณภาพ GAP พืชและเกษตรอินทรีย์ (Organic) ได้กับพืชทุกชนิดรวมถึงเห็ดต่างๆ ด้วยนะครับ

ผ่านการรับรองจากสำนักพัฒนาระบบ และการรับรองมาตรฐานสินค้าพืชให้เป็นปัจจัยการผลิตที่สามารถใช้ในการผลิตพืชอินทรีย์ ตามมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ ของกรมวิชาการเกษตร (Organic Thailand) และที่สำคัญนะครับท่านที่มักจะปวดหัวหงุดหงิดกับการอุดตันหัวฉีด   5 เสือจุลินทรีย์ชีวภาพที่ผ่านระบบกระบวนการผลิตด้วยเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ทันสมัยนี้สามารถละลายน้ำได้ 100% ไม่ก่อให้เกิดปัญหาหัวฉีดอุดตัน มีระบบการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า (QC) สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุก Lot ของการผลิต และอยู่ในรูป Pure Spores พร้อมใช้งานในทันที โดยไต้องนำไปหมักหรือแช่น้ำก็ได้ การใช้งานทำให้ใช้สะดวกและช่วยประหยัดเวลา อีกทั้งชมรมเกษตรปลอดสารพิษเรา มีการติดตามวิวัฒนาการและการปรับตัวของโรค และแมลงศัตรูพืช เพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ ทำให้พี่น้องเกษตรกรหมดห่วงเกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนาการของผลิตภัณฑ์เมื่อประสบพบเจอกับโรคแมลงศัตรูพืชชนิดใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา และเมื่อมีปัญหาก็สามารถปรึกษาสอบถามไปยังฝ่ายวิชาการของชมรมฯได้ตลอด ทั้งทางโทรศัพท์ 02 986 1680 -2, Line : tga001, tga002, tga003, tga004, www.thaigreenagor.com

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

5 เสือจุลินทรีย์ชีวภาพ ผลิตภัณฑ์สำหรับเกษตรกรไทยใช้แทนการนำเข้าสารเคมีต่างประเทศ

May 15, 2016

5 เสือจุลินทรีย์ชีวภาพ ผลิตภัณฑ์สำหรับเกษตรกรไทยใช้แทนการนำเข้าสารเคมีต่างประเทศ

ข่าวคราวเกี่ยวกับการรุกรานพื้นที่เพาะปลูกของนักลงทุนจีนที่บุกไปปลูกกล้วยในประเทศลาวประมาณ 10,000 เฮกตาร์ก็ราว 62,500 ไร่ ทำให้ทางการลาวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงกับต้องรีบออกมาดูแลแก้ไขกฎหมายเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของเขามิให้ถูกนักลงทุนจีนกลุ่มนี้กระทำย่ำยีให้เสียหายมากไปกว่านี้

เพราะว่านักลงทุนจีนเหล่านี้มีการลักลอบนำเข้าปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ที่มีพิษรุนแรง รวมถึงแรงงานเครื่องจักรต่างๆ จากประเทศตนเองเสียเกือบหมด จนประชาชนคนลาวแทบจะไม่ได้ประโยชน์อะไรใดๆ ทั้งสิ้น การอาบชโลมสารเคมีภาคการเกษตรลงไปในผืนดินแผ่นน้ำอย่างไม่บันยะบันยังทำให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม ลาวจึงต้องออกกฎหมายควบคุมและห้ามขยายพื้นที่เพาะปลูกจนกว่ารัฐบาลจะตรวจสอบและอนุญาตเสียก่อน

ในประเทศก็ใช่ว่าจะหลีกลี้หนีห่างจากทุนจีน ทางจังหวัดเชียงราย อำเภอเชียงของ ก็มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการที่บริษัทคนจีนให้คนไทยจัดตั้งบริษัทบังหน้าไม่กี่คน เป็นนอมินี แล้วเอาคนจีน แรงงานจีนเข้ามาบริหารจัดการ และลักลอบใช้สารเคมีจากประเทศตัวนำเข้ามาทางเส้นทางเศรษฐกิจ R3A ใช้ทรัพยากรบนผืนแผ่นดินไทยอย่างคุ้มค่า แล้วก็ขนผลผลิตกลับไปยังประเทศตนเอง เมื่อทราบข่าวจากชาวบ้าน หน่วยงานรัฐโดยกระทรวงสาธารณสุขจึงรีบเข้าไปตรวจเลือดหาสารพิษก็พบหลายราย และมีการขยายผลออกไป เพื่อระงับยับยั้งนายทุนจีนกลุ่มนี้ กลุ่มที่ไร้สำนึกความรับผิดชอบต่อการลงทุนในบ้านเมืองคนอื่น

ปัจจุบันผู้บริโภคทั่วโลกเริ่มให้ความเอาใจใส่ในสุขภาพของตนเองกันมากขึ้น ไม่ต้องการรับประทานพืชผักผลไม้ที่มีสารพิษตกค้าง รวมถึงรังเกียจกระบวนการเพาะปลูกที่ขาดจิตสำนึกที่ดีต่อผู้บริโภค เรียกว่าถ้ารู้ว่าแหล่งที่มามาจากการอาบชโลมด้วยสารพิษ คงมีการแอนตี้ไม่ซื้อสินค้าเป็นแน่

ปัจจุบันทางทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษจึงมีบริการผลิตภัณฑ์ชีวภาพปราบโรคแมลงศัตรูพืช ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง จากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สามารถนำไปใช้ในการปลูกพืชที่ต้องการ การรับรองระบบการจัดการคุณภาพ GAP พืชและเกษตรอินทรีย์ (Organic) ได้รับการรับรองจากสำนักพัฒนาระบบ และการรับรองมาตรฐานสินค้าพืชให้เป็นปัจจัยการผลิตที่สามารถใช้ในการผลิตพืชอินทรีย์ ตามมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ ของกรมวิชาการเกษตร (Organic Thailand) สามารถละลายน้ำได้ 100 % ไม่ก่อให้เกิดปัญหาหัวฉีดอุดตัน

ผ่านการทดสอบความเป็นพิษที่เรียกว่า LD50 ทดสอบแล้วว่ามีความปลอดภัยมากกว่าน้ำปลา ประมาณ 10 เท่า ทำให้สามารถวางใจได้ว่าจะไม่เป็นอันตรายต่อคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการใช้เทคโนโลยีในการผลิตทีทันสมัย มีมาตรฐานในการผลิต และยังมีระบบการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า (QC) สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุก Lot ของการผลิต

ท่านผู้อ่านและพี่น้องเกษตรกรที่ต้องการทางเลือกใหม่ในการเพาะปลูกหรือประกอบอาชีพเกษตรกรรม ก็สามารถที่จะนำไปใช้ทดแทนสารเคมีกำจัดศัตรูหรือยาฆ่าแมลงกันได้นะครับ อย่างเช่น

เสือตัวที่หนึ่ง อินดิวเซอร์ (Inducer) คือไตรโคเดอร์ม่า ควบคุมทำลายหรือยับยั้งเชื้อราในดิน สาเหตุโรคพืชทั้งราชั้นสูงและราชั้นต่ำ เช่น ทำลายเชื้อราพิเทียม (Pythium spp.) สาเหตุโรคเน่าระดับดิน กล้ายุบ กล้าเน่า โคนเน่า โรคยอดเน่าในพืชไร่ มะเขือเทศ พืชผักชนิดต่างๆ ทำลายเชื้อราไฟทอฟเทอร่า (Phytopthora spp.) สาเหตุโรคราที่ทำให้ผลร่วง ดอกร่วง ใน ลำใย ลิ้นจี่ โรคดอกรวงในทุเรียน โรครากเน่า-โคนเน่า ใน พริก ทุเรียน ส้ม มะนาว พริกไท แตงโม แตงกวา แตงร้าน มะเขือเทศและโรคเน่าเข้าไส้ในกล้วย ฯลฯ

ทำลายเชื้อราสเคอโรเทียม (Sclerotium spp.) สาเหตุโรค โคนเน่า โรคกล้าไหม้ ราเม็ดผักกาด โรคเหี่ยวในพืชผักชนิด ต่าง ๆ มะเขือเทศ พืชไร่ สตรอเบอรี่ มันฝรั่ง 4. ทำลายเชื้อราไรซอกโทเนีย (Rhizoctonia spp.) สาเหตุโรคเน่าคอดิน กล้ายุบ กล้าเน่า ทำให้ทุเรียนเป็นโรคใบติด ทำลายเชื้อราคอลเลทโททริกัม (Colletotrichum spp.) สาเหตุโรคแอนแทรคโนสในมะม่วง องุ่น ฝรั่ง พุทรา ชมพู่ มะละกอ พริก หอมหัวใหญ่ หอมแบ่ง หอมแดง กระเทียม มันฝรั่ง ทำลายเชื้อราอัลเทอนาเรีย (Alternaria spp.) สาเหตุโรคโรคใบจุดเน่าในพืชตระกูลกระหล่ำ เช่น ผักคะน้า ผักกาดขาว กระหล่ำดอก กระหล่ำปลี บรอคโครี่ สตรอเบอรี่ มันฝรั่ง พริก ทำลายเชื้อรา ฟิวชาเรียม (Fusarium spp.) สาเหตุโรคใบไหม้ในไม้ผล พืชไร่ พืชผักชนิดต่างๆ ตลอดจนไม้ดอก ไม้ประดับ ฯลฯ

ต่อไปเป็นเสือตัวที่สอง คัทอ๊อฟ (CutOff) คือเชื้อราขาว บิวเวอร์เรีย ไว้สำหรับป้องกันกำจัดศัตรูพืชพวกแมลง สามารถทำลายแมลงได้หลายชนิดทำลายแมลงโดยผลิต เอนไซม์ที่เป็นพิษต่อศัตรูพืช และเป็นเชื้อราที่อาศัยและกินเศษซากที่ผุพัง (Saprophyte) การเข้าทำลายแมลงของเชื้อราบิวเวอเรีย เมื่อทำการฉีดพ่นสปอร์เชื้อรา คัทอ๊อฟ (บิวเวอร์เรีย) ตกติดอยู่กับผนังลำตัวแมลงเข้าสู่ตัวแมลงทางผนังลำตัว รูหายใจ บาดแผลบนผนังลำตัว ความชื้นเหมาะสมกับการงอก สปอร์จะแทงทลุผิวหนังลำตัว เชื้อราจะงอกสู่ช่องว่างลำตัวแมลงเจริญเติบโตสร้างเส้นใยมากมายทำลายแมลง เมื่อแมลงตาย เส้นใยจะแทงผ่านผนังลำตัวแมลงออกสู่ภายนอกตัวแมลง  สปอร์ของ คัทอ๊อฟ (บิวเวอร์เรีย) จะแพร่กระจายไปตามลม ฝนหรือติดกับตัวแมลง เชื้อรา คัทอ๊อฟ (บิวเวอร์เรีย) จึงสามารถขยายพันธุ์ต่อได้ และเมื่อสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมก็จะ ทำลายแมลงศัตรูต่อไป

ผลิตภัณฑ์กำจัดปลวก ฟอร์แทรน (For Tran) หรือชื่อสามัญว่า เมาะไรเซี่ยม เป็นเชื้อราที่มีสีเขียวหม่น เป็นเชื้อจุลินทรีย์ชนิดหนึ่งที่มีการนำมาใช้ในการควบคุมแมลงศัตรูพืชหลาย ชนิด อย่างกว้างขวาง จัดเป็นศัตรูธรรมชาติที่สำคัญของด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นอ้อย (Dorysthenes buqueti Guerin.) สามารถทำลายด้วงหนวดยาวได้ทุกระยะ ตั้งแต่ระยะที่เป็นไข่จนถึงตัวเต็มวัย    สามรถทำลายระยะที่เป็นหนอนได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์          จัดว่าเป็นการควบคุมโดยชีววิธีที่มีประสิทธิภาพมากวิธีหนึ่ง รวมทั้งเชื้อราเมตตาไรเซี่ยม สามารถมีชีวิตอยู่ในดินได้นานกว่า 3 ปี ทำให้มีระยะการควบคุมได้นาน

เสือตัวที่สาม เชื้อรา ฟอร์แทรน (For Tans) เมธาไรเซี่ยมสามารถควบคุมและทำลายแมลงได้โดย เมื่อเชื้อราเมตตาไรเซี่ยมเข้าสู่แมลงทางผิวหนัง หรือช่องว่างของลำตัวรวมทั้งจะสร้างเอนไซม์เพื่อช่วยย่อยผนังบางส่วนและงอก สปอร์แทงผ่านลำตัวเข้าไป เจริญ และเพิ่มปริมาณทำให้แมลงเกิดโรค ตายในที่สุด แมลงที่ตายด้วยเชื้อราฟอร์แทรน (For Tans) เมธาไรเซี่ยม จะมีลักษณะลำตัวแข็งมีเชื้อราขึ้นปกคลุมลำตัวภายนอกเป็นสีเขียว ซึ่งระยะเวลาในการทำลายจะเร็วหรือช้า ขึ้นกับสภาพแวดล้อมได้แก่อุณหภูมิ ความชื้นและแสงสว่าง ที่เหมาะสมคือ อุณหภูมิ 25-30 องศาเซลเซียส ความชื้น มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ส่วนแสงแดด มีรังสียูวีจะมีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา นอกจากนี้ความรุนแรงของเชื้อ จะรุนแรงมากหรือน้อย ยังขึ้นกับลักษณะพันธุกรรมของเชื้อ ความแข็งแรง หรือภูมิต้านทานของแมลงอีกด้วย

ส่วนเสือตัวที่สี่ ไบโอแทค (BioTact) คือจุลินทรีย์ชีวภาพที่ชื่อว่า บาซิลลัส ธูริงจิเอนซิส เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ค้นพบได้จากธรรมชาติ และสามารถพบได้ทั่วไป จัดเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในวิธีการกำจัดหนอนแบบปลอดสารพิษ ซึ่งไม่มีสารตกค้างอันตรายใด ๆ และสามารถนำไปกำจัดหนอนได้หลากหลายชนิด เช่น หนอนกระทู้ หนอนใยผัก หนอนหลอดหอม หนอนคืบกะหล่ำ หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนแปะใบส้ม หนอนร่านกินใบปาล์ม เนื่องจากการออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงสูง ในการทำลายหนอนเท่านั้นจึงมีความปลอดภัยสูงต่อมนุษย์และสัตว์เลือดอุ่นรวมทั้งปลา นก และแมลงมีประยชย์ที่ช่วยผสมเกสรเช่น ผึ้ง ต่อแตน เป็นต้น

และเสือตัวสุดท้ายที่จะช่วยเกษตรกรให้ปลอดภัยไร้สารพิษคือ ไบโอเซ็นเซอร์ (Biosensor) ผลิตภัณฑ์จากจุลินทรีย์ที่เป็นมีความสามารถในการกำจัดโรคพืชได้ทั้งราและบัคเตรี ได้รับการคัดเลือกว่ามีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันกำจัดโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราที่สำคัญในประเทศไทย เช่น โรคกรากเน่า โคนเน่า โรคผลเน่าของทุเรียน พริกไทย พืชตระกูลส้ม มะนาว มะละกอ สับปะรด และยางพาราที่เกิดจากเชื้อรา ฟัยท็อปทอร่า(phytophthora spp.) โรคเกล้าเน่ายุบ ในพืชตระกูลแตง มะเขือเทศ ถั่ว พริก ผักชนิดต่างๆ และไม้ดอกไม้ประดับที่เกิดจากเชื้อเรา พิธเธียม (Pythium spp), ไรซอคทอเนีย (Rhizogtonia spp), และ สเคอโรเที่ยม (Sclerotium spp.) และที่โดดเด่นเป็นพิเศษคือ ไบโอเซ็นเซอร์ (Biosensor) สามารถกำจัดเชื้อราที่เป็นศัตรูของเห็ดได้เกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นราดำ ราเขียว ราขาว ราเหลือง ราเมือก ฯลฯ โดยที่ ไบโอเซ็นเซอร์ (Biosensor) จะทำอันตรายต่อเห็ดแต่อย่างใด

ก็ขออนุญาตฝากไว้ให้พี่น้องเกษตรกรลองพิจารณานำไปใช้เป็นทางเลือกทดแทนสารเคมีที่เป็นพิษต่อตัวเราและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในระยะยาว ทำให้ต้นทุนทางธรรมชาติของลูกหลานเราในอนาคตลดน้อยถอยลงทุกวันโดยมีสารพิษปนเปื้อนอยู่นั่นเองนะครับ

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

ขยายจุลินทรีย์ปราบโรคราแบบง่ายๆ สไตล์ปลอดสารพิษ พิชิตต้นทุน

December 2, 2014

ช่วงนี้พี่น้องภาคใต้ก็จะประสบพบเจอกับปัญหาฝนตก ฝนชุก เปียกเฉอะแฉะไปตามๆกัน เพราะลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือได้พัดพาหอบเอาความชื้นจากอ่าวไทยขึ้นไปกลายเป็นฝนตกในพื้นที่ภาคใต้ จึงทำให้พื้นที่ด้านล่างหรือภาคใต้ของไทยเรานั้น อยู่ในเขตพื้นที่ที่เขาเรียกกันว่า “ฝนแปด แดดสี” คือมีฝนแปดเดือน และฤดแล้ง 4 เดือน ดังนั้นในห้วงช่วงที่ฝนเริ่มตกใหม่ๆ ละอองหรือสปอร์ของเชื้อโรคเมื่อได้รับความชื้นสัมพัทธ์จากบรรยากาศที่เพิ่มมากขึ้น ก็ทำให้หน่วงหนักตกหล่นร่วงลงมาสู่พื้นดินและกิ่งก้านใบของพืช จึงทำให้มักเกิดปัญหาโรคระบาดจากเชื้อราเข้าทำลายในรูปแบบต่างๆ ทั้งโรคใบดำ ใบจุด ใบด่าง ใบดำ ใบไหม้ ฯลฯ

แต่ปัญหาหนักอีกด้านหนึ่งก็คือ ปัญหาโรครากเน่าที่เกิดขึ้น เงาะ ลองกอง ทุเรียน ปาล์ม และยางพารา มักจะมีปัญหารากเน่าโคนเน่า และการใช้สารเคมีปราบเชื้อราจากสารเคมีที่มีพิษรุนแรง ก็มักจะทำให้จุลินทรีย์หรือสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศน์มีอันต้องล้มหายตายจากตามไปด้วยเป็นจำนวน ทำให้ระบบการพึ่งพิงอิงอาศัยซึ่งกันและกันด้อยลง ในระยะยาวพืชจึงต้องพึงพาอาศัยการคุ้มครองป้องกันจากน้ำมือมนุษย์แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะการที่ดินเคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่อย่างหลากหลายแล้วกลับเปลี่ยนเป็นดินตาย….พืชจึงขาดแคลนอาหารที่จะได้จากธรรมชาติที่ผลิตได้จากจุลินทรีย์และไส้เดือน ฯลฯ ไป

แท้จริงแล้วเกษตรกรยังมีทางเลือกอื่นๆอีกมากมายในการหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีนั่นก็คือการใช้จุลินทรีย์ชีวภาพปราบเชื้อราที่เกี่ยวกับโรครากเน่าโคนเน่าอย่างเจ้า “ไตรโคเดอร์ม่า” โดยเฉพาะการใช้ในรูปแบบที่ปลอดภัยไร้สารพิษ และที่สำคัญต้องพิชิตต้นทุนด้วยนะครับ นั่นก็คือแทนที่จะใส่แบบอัตรา 100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ราดรดหรือพ่นทันที หรือในอัตรา 1 กำมือหว่านโรยรอบทรงพุ่มโคนต้น ก็ให้เปลี่ยนมาหมักขยายกับรำละเอียดในอัตรา ไตรโคเดอร์ม่า 1 กิโลกรัมคลุกผสมกับรำละเอียดในอัตรา 10 กิโลกรัมหรือไม่มีก็ใช้ลำพรวนข้าว (ละอองข้าวหรือคายข้าว) ก็ได้นะครับ คลุกเคล้าให้เข้ากันในครั้งที่หนึ่งเสร็จเรียบร้อยแล้วนำไปคลุกเคล้ากับปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกอีก 50 กิโลกรัมพรมน้ำให้พอชุ่มชื้นคลุมด้วยผ้าแสลนด์หรือใต้โคนร่มไม้ใหญ่หมักทิ้งไว้ 3 คืนแล้วค่อยนำมาหว่านให้ทั่วโคนต้นใต้ทรงพุ่มเพียงไม่นานประมาณสองสามสัปดาห์อาการดังกล่าวก็จะดีขึ้นและหายไปครับ

มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreengro.com

การใช้จุลินทรีย์พลายแก้วปราบโรคแคงเกอร์แตกต่างจากจุลินทรีย์หมักกากน้ำตาล

September 9, 2014

จุลินทรีย์บีเอสพลายแก้วที่ค้นพบโดยนายพลายแก้ว เพชรบ่อแก นิสิตคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งในขณะนั้นได้ช่วยทำงานปัญหาพิเศษกับท่านอาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ในขณะนั้น เกิดความอยากรู้ว่าในส้มตำจะมีเชื้ออะไรอยู่บ้าง จึงได้นำมาแยกเชื้อและได้เจ้าบาซิลลัส พลายแก้วจากกุ้งแห้งโดยบังเอิญ ซึ่งพบว่ารอบๆบริเวณโคโลนีของบาซิลลัสพลายแก้วไม่มีเขื้อราใดๆ สามารถเจริญเติบโตเข้าใกล้ได้จึงได้นำมาปรึกษากับท่านอาจารย์ดีพร้อม

จากนั้นเมื่อได้เชื้อมาท่านอาจารย์จึงให้นายปรเมษ ขวัญอยู่ นิสิตภาควิชาจุลชีววิทยา ทำการทดสอบประสิทธิภาพเชื้อว่าสามารถจะมีความสามารถในการยับยั้งทำลายเชื้อโรคชนิดอื่นๆ ด้วยได้หรือไม่ ผลการทดลองปรากฎว่าเจ้าบีเอสพลายแก้วนั้นมีประสิทธิภาพดีมากๆในการที่จะยับยั้งและทำลายเชื้อโรคได้หลากหลายชนิด และต่อมาท่านอาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติได้พัฒนาเผยแพร่ในวงการเกษตร ซึ่งได้รับการตอบรับจากนักเพาะเห็ดในการปราบเชื้อราเขียว ราดำ ราส้ม ราเมือก ฯลฯช่วยทำให้นักเพาะเห็ดอาชีพปลดเปลื้องความทุกข์จากการแก้ปัญหาโรคเห็ดแบบไม่ต้องทิ้งก้อนนำไปนึ่งใหม่ เพราะเห็ดก็จัดว่าเป็นเชื้อราชนิดหนึ่ง ถ้านำยาฆ่าเชื้อราในพืชมาฆ่าเชื้อราเห็ด เห็ดก็จะตายตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เชื้อบีเอสพลายแก้วโด่งดังมากๆในวงการเพาะเห็ด

ต่อมาท่านอาจารย์ดีพร้อม ให้นิสิตในภาควิชาอีกท่านหนึ่งคือคุณศุภศิทธ์ เปรมัสเสถียร ไปทำการทดลองหาสูตรที่ขยายจำนวนเชื้อง่ายๆแบบชาวบ้านเพื่อที่จะได้ประหยัดต้นทุน จึงได้สูตรที่คัดเลือกอย่างดีแล้วมาหกถึงเจ็ดสูตรจากตัวอย่างการทดสอบหลากหลายสูตรดังที่ได้ทราบกัน (สามารถดูย้อนหลังได้ใน http://www.thaigreenagro.com) ต่อมามีการนำเชื้อบีเอสพลายแก้วไปทดสอบในการปราบเชื้อแบคทีเรียแซนโธโมแนส ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคแคงเกอร์ในพืชตระกูลส้มและมะนาว นับเป็นจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการรักษาโรคแคงเกอร์ในแนวทางชีวภาพที่มีอยู่ในขณะนี้ อีกทั้งโรคกุ้งแห้งในพริกก็ด้วยเช่นกันซึ่งมีสาเหตุมาจากโรคเชื้อราคอลเล็คโทรทริคุ่ม หรือบางพื้นที่เรียกโรคแอนแทรกโนสนั่นเอง

การนำจุลิทรีย์ที่ผ่านการคัดเลือกมาโดยเฉพาะอย่างบาซิลลัสพลายแก้วนี้จึงมีความโดดเด่นและแตกต่างอย่างมากนะครับกับการนำจุลิทรีย์รวมๆหลากหลายชนิดมาหมักขยายกับกากน้ำตาลแล้วนำไปฉีดพ่น เพราะชนิดของจุลิทรีย์ที่อยู่รวมกันมีหลากหลายและมีทั้งชนิดที่ใช้อ๊อกซิเจนและไม่ใช้ออกซิเจน อีกทั้งกากน้ำตาลนั้นยังเป็นอาหารของยีสต์ รา โปรโตซัว จุลินทรีย์ชนิดอื่นๆที่ไม่ค่อยมีบทบาทในการรักษาโรคมากนัก และบางครั้งอาจสร้างจุลินทรีย์ก่อโรคเพิ่มเข้ามาอีกด้วย แล้วก็มาแย่งใช้แหล่งอาหารและพลังงานด้วยจึงยิ่งทำให้จุลินทรีย์ที่เราต้องการอาจจะลดน้อยถอยลงไปมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันความเสียหายพี่น้องเกษตรกรต้องใช้ดุลยพินิจให้มากๆ นะครับในการที่จะนำจุลินทรีย์ที่หมักขยายกับกากน้ำตาลซึ่งจะมีความโดดเด่นในเรื่องการย่อยสลายอินทรีย์วัตถุช่วยในการทำปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกหรือแก้น้ำเน่าเสียจากบ่อบำบัดเสียมากกว่า จึงเกรงว่าอาจจะทำความเสียหายทำให้เกิดการระบาดลุกลามของโรคพืชมากยิ่งขึ้นอันนี้ก็ต้องลองพิจารณากันไว้บ้างก็ดีนะครับ

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com

หัวเชื้อไตรโคเดอร์ม่าสำเร็จรูปขยายเชื้อง่ายได้เพิ่มอีก 50 กิโลกรัม

September 9, 2014

เข้าสู่ห้วงช่วงลึกของฤดูฝนลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จึงมักพัดพาดผ่านข้ามาทางด้านทิศตะวันตกของประเทศไทยบ่อยและถี่ขึ้น บางครั้งก็พัดซัดกระจายมายังพื้นที่ภาคกลางในบางแห่งทำให้มีฝนฟ้าพายุคึกคนองในหลายพื้นที่ทำให้อาจจะมีปัญหาในเรื่องที่เกี่ยวกับเชื้อราตามกิ่งก้านใบและระบบรากลำเลียงอาหารซึ่งอาจจะมีปัญหาโรครากเน่าโคนเน่าส่งผลให้ใบเหลืองร่วงโรยหรือถ้ามีดอกผลก็อาจจะพลอยฟ้าพลอยฝนจนดอกและผลร่วงตามไปด้วยยิ่งเสียหายไปกันยกใหญ่

 

จุลินทรีย์ที่ครูบาอาจารย์ยุคเก่าก่อนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ทำการศึกษาวิจัยว่าใช้ได้ผลดีในการลดการเข้าทำลายของเชื้อรานั้นก็คือ ราเขียวไตรโคเดอร์ม่า ถ้าย้อนกลับไปสักยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาเจ้าไตรโคเดอร์ม่านี้ก็ยังถือเป็นพระเอกที่อยู่บนหิ้ง เพราะผู้คนชนส่วนใหญ่ยังฝักใฝ่อยู่แต่สารเคมีที่ซื้อง่ายใช้สะดวก ยังไม่ให้ความสนใจในเรื่องชีวภาพกันมากนัก จนท่านอาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรตินำมาเผยแพร่ส่งเสริมในวงการเกษตรในนามชมรมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรจึงมีผู้ให้ความสนใจนำไปใช้มากขึ้นเป็นลำดับ

 

ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าหัวเชื้อสำเร็จรูปไตรโคเดอร์ม่านั้นก็สามารถที่จะนำไปขยายกระจายเชื้อเพื่อลดต้นทุนประหยัดเงินได้ง่ายๆด้วยนะครับ เพียงนำหัวเชื้อสำเร็จรูปไตรโคเดอร์ม่า 1 กิโลกรัมไปคลุกผสมกับปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกอีก 50 กิโลกรัม เราก็จะได้ใช้เชื้อไตรโคเดอร์ม่าสดที่เหลือต้นทุนเพียงกิโลกรัมละ 3 บาทเท่านั้น แต่ขั้นตอนก็ง่ายๆนะครับ เพียงในขั้นแรกเราผสมทีละน้อยก่อน ใช้หัวเชื้อสำเร็จรูปไตรโคเดอร์ม่า 1 กิโลกรัมต่อปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกเพียง 10 กิโลกรัมก่อน แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากันในเบื้องต้น หรือบางท่านอาจจะใช้เป็นรำละเอียดทดแทนในสัดส่วน 10 กิโลแรกนี้ก็ได้ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละท้องถิ่นว่าอยู่ใกล้กับโรงสีไฟหรือ เมื่อผสมในขั้นตอนแรกนี้เสร็จแล้วหัวเชื้อไตรโคฯจะกระจ่ายไปจนทั่วแล้วจึงนำไปคลุกผสมกับปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกส่วนที่เหลืออีก 40 กิโลกรัมที่เหลือพรมน้ำพอชื้นแล้วใช้แสลนด์คลุมกองไว้สามคืนจึงนำไปใช้งานได้ เพียงเท่านี้ท่านก็สามารถใช้ไตรโคเดอร์ม่าในราคาประหยัดได้ไม่ยากครับ

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com

จุลินทรีย์จากขี้ควายใช้ง่ายได้ประโยชน์ช่วยลดต้นทุน

September 9, 2014

ตามตำราหรือย้อมูลของทางเว๊บไซด์วิกิพีเดียได้บรรยายความหมายของควายเอาไว้ดังนี้ ควายหรือภาษาทางการว่ากระบือ จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์ที่มีแกนสันหลัง เลี้ยงลูกด้วยนม เป็นสัตว์ที่เมื่อถูกมนุษย์นำมาฝึกมาเลี้ยงก็จะเชื่องและใกล้ชิดกับเกษตรกร โดยถูกนำไปใช้งานในภาคการเกษตรนั่นเอง เพราะชาวนาในอดีตมักจะเลี้ยงควายไว้เพื่อไถนา พาหนะขนย้ายพืชผลทางการเกษตร ใช้เป็นอาหารเมื่อล้มตาย หรือฆ่าเพื่อใช้เป็นอาหารในพิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานโกนจุก โกนผมไฟ งานบวช งานแต่ง หรือแม้กระทั้งงานศพ

ควายเป็นสัตว์สี่ขาเท้าเป็นกีบ ตัวขนาดใกล้เคียงกับวัว โตเต็มวัยเมื่ออายุ 5-6 ปี น้ำหนักโดยเฉลี่ยของตัวผู้ที่โตเต็มวัย 520-560 กิโลกรัม ตัวเมียโดยเฉลี่ยประมาณ 360-440 กิโลกรัม คือตัวผู้จะใหญ่กว่าตัวเมียเล็กน้อย มีผิวสีเทาถึงดำ (บ้างก็มีสีชมพู เรียกว่าควายเผือก) มีเขาเป็นลักษณะเด่นเฉพาะตัว ปลายเขาโค้งเป็นวงคล้ายพระจันทร์เสี้ยว ควายนั้นแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือควายป่าและควายบ้าน โดยควายบ้านก็จะแบ่งได้อีก 2 ชนิดคือควายปลักและควายน้ำ ทั้งสองชนิดอยู่ในวงศ์และสกุลเดียวกันคือBubalus. Bubalis. ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมจากนี้สำหรับผู้ที่สนใจไปหาได้ใน. (Th.wikipedia.org/wiki/หน้าหลัก) นะครับ

แต่ในที่นี้อยากจะกล่าวถึงคุณลักษณะพิเศษของควายก็คือ การที่เป็นเคี้ยวเอื้อง เหมือน  วัว แพะ แกะ กวาง ซึ่งสัตว์เคี้ยวเอื้องเหล่านี้จะมีกระเพาะอยู่ทั้งหมดสี่ห้อง คือ ห้องที่หนึ่งชื่อ รูเมน (Rumen) ผ้าขี้ริ้ว, ห้องที่สองชื่อ เรทิคูรั่ม (Reticurum) รังผึ้ง, ห้องที่สามชื่อ โอมาซั่ม (omasum) สามสิบกลีบ และห้องที่สี่ชื่อแอพโอมาซั่ม (Abomasum) กระเพาะแท้หรือกระเพาะจริงนั่นเอง โดยการเคี้ยวเอื้องนั่น คือกลืนกินอาหารเข้าคือหญ้าและสามารถคายออกมาเคี้ยวเอื้องอีกได้ในเวลากลางคืน ก่อนจะถูกส่งไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย กระบวนการทำงาน คือจะอาศัยน้ำย่อย (เอ็นไซน์) จากจุลินทรีย์เป็นตัวย่อยหมักหรือย่อยอาหารจากสามกระเพาะแรก คือรูเมน, เรทิคูรั่มและโอมาซั่ม หลังจากนั้นอาหารจะถูกส่งไปยังกระเพาะห้องสุดท้ายคือ แอพโอมาซั่ม ซึ่งร่างกายสัตว์จะขับเอ็นไซน์มาช่วยย่อยจนเป็นสารอาหารที่พร้อมไปเลี้ยงส่วนต่างของร่างกายสัตว์ เหมือนกับสัตว์กระเพาะห้องเดียวนั่นเอง

จากความแตกต่ายที่มีนัยสำคัญนี้เองจึงทำให้กากอาหารหรือมูลที่สัตว์สี่กระเพาะขับถ่ายออกมานั้นจึงมีน้ำย่อยเอ็นไซน์และจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อการนำมาทำปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกโดยเฉพาะพวกเศษไม้ใบหญ้าตอซังฟางข้าว เพียงนำขี้วัว ขี้ควายเพียงหนึ่งถึงสองกิโลกรัม (ขี้วัวหรือขี้ควายเปียก) ละลายในน้ำ 20 ลิตรและเติมน้ำตาลลงไปอีก 10 ลิตร หมักทิ้งไว้ 7 วันก็สามารถผลิตจุลินทรีย์ขี้วัวนำไปทำปุ๋ยหมักปุ๋ยคอก นำไปย่อยตอซังฟางข้าวในแปลงนาได้ไม่ยาก ในกรณีที่ใช้ขี้วัวหรือขี้ควายแห้งก็ให้ใช้ประมาณ 1กระสอบปุ๋ยต่อน้ำและกากน้ำตามที่กำหนดไว้เดิมก็ได้ประโยชน์เช่นเดียวกัน

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com

สร้างกองทัพจุลินทรีย์ชนิดดี สู่ผืนดิน

December 7, 2013

การเพาะปลูกพืชผัก พืชไร่ ไม้ผลต่างๆ ลงบนผืนดิน มักจะประสบความสำเร็จและได้ผลดีในรอบการผลิตแรกๆ หลังจากนั้นก็จะค่อยเริ่ม ๆ ประสบปัญหานานาชนิด ให้พี่น้องเกษตรกรได้เกิดความท้าทาย ทั้งด้านปริมาณผลผลิต การเจริญเติบโตที่ค่อยๆลดน้อยถอยลง เนื่องด้วยแร่ธาตุและสารอาหารในดินถูกใช้ให้หมดไปในรอบการผลิตแรกนั้น ยิ่งดินที่มีสภาพความสมบูรณ์น้อยด้วยแล้ว ยิ่งจะเกิดผลกระทบด้านลบนี้เร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเกษตรกรที่มีพฤติกรรมการใช้ปุ๋ยเคมีแต่เพียงอย่างเดียว จะยิ่งทำให้คุณภาพดินนั้นเสื่อมทรามลง แน่นแข็ง สะสมความเป็นกรด จับตรึง ยึดปุ๋ยไว้ ทำให้พืชไม่สามารถดูดกินหรือตอบสนองต่อการใส่ปุ๋ยได้ ทำให้พืชที่ปลูกบนพื้นดินที่ใส่แต่เพียงปุ๋ยเคมีอย่างเดียวจะอ่อนแอ ง่ายต่อการเข้าทำลายต่อโรคและแมลง

อีกปัจจัยหนึ่งที่มักจะได้รับผลกระทบไม่แพ้กันก็คือ การสะสมอมเชื้อโรคนานาชนิดไว้ในพื้นที่ ยิ่งปลูกนาน เชื้อโรคก็ยิ่งมาก เนื่องด้วยสิ่งมีชีวิตต่างๆ ล้วนมีสัณชาตญาณในการที่จะดำรงชีวิตให้อยู่รอดตลอดไปตราบนานเท่านาน พื้นที่แห่งหนตำบลใดมีแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา เชื้อโรคก็มักจะเข้ามาอาศัยหลบซ่อนรอวันเวลาที่เหมาะสมออกมาทำลาย ทำร้ายให้พืชได้รับผลกระทบ เนื่องด้วยส่วนใหญ่จะปลูกพืชเชิงเดี่ยว ซ้ำที่ โดยเฉพาะการปลูกหอม และผักชี จะสังเกตได้ง่ายมาก เพราะจะเกิดการเน่ายุบ ล้มตาย อย่างง่ายดาย เกษตรกรส่วนใหญ่จะไม่ปลูกหอม กระเทียม ผักชี ซ้ำที่กันบ่อยนัก

ที่เป็นเช่นนั้นก็เนื่องด้วยประชากรของจุลินทรีย์ชนิดเลว มีการสะสมบ่มเพาะอยู่ในแปลงอย่างหนาแน่นมากเกินไป ทั้งในรูปแบบเซลล์และแบบสปอร์ที่รอวันเจริญเติบโตงอกงามเมื่อได้รับน้ำและอาหารที่เหมาะสม สปอร์ของเชื้อโรคจะทนทานต่อสภาพภูมิอากาศที่โหดร้ายได้ค่อนข้างดี จึงทำให้เมื่อยังไม่ปลูกพืช ก็จะพักตัวไม่แสดงอาการ แต่เมื่อใดก็ตามที่เริ่มเพาะปลูก สปอร์ของเชื้อราโรคพืชต่างๆ เหล่านี้ก็จะค่อยเจริญเติบโตออกมาสร้างปัญหา ทำให้เกิดโรคกล้าเน่ายุบ (บางพื้นที่เรียกโรคหมานอน) โรครากเน่าโคนเน่า, โรคเน่าคอดิน ฯลฯ แต่ถ้าเราสามารถสร้างความสมดุลด้วยการเติมจุลินทรีย์ชนิดดีที่ไม่ทำร้ายพืชอย่างเช่น จุลินทรีย์ไตรโคเดอร์ม่า (Tricoderma spp.) ให้อยู่อาศัยร่วมกันในแปลงในปริมาณที่สอดคล้องสัมพันธ์กับพืชที่ปลูกเชิงเดียวเป็นจำนวนมาก (แต่ไม่เพิ่มจุลินทรีย์ชนิดดีให้สมดุล) ฉะนั้นการใช้จุลินทรีย์ไตรโคเดอร์ม่าในอัตรา 1 กิโลกรัม ขยายเชื้อผสมร่วมกับปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกอีก 50 กิโลกรัม พรมน้ำพอชุ่มชื้น หมักทิ้งไว้ 2 – 3 วัน แล้วนำไปหว่านโรยในแปลง ก็จะช่วยทำมีกองทัพจุลินทรีย์ชนิดดีมีอยู่ทั่วไปในแปลงเพาะปลูก เมื่อเชื้อโรคเจริญเติบโตหรือถูกกระแสลมพัดพามาตก ก็จะถูกจุลินทรีย์ไตรโคเดอร์ม่า ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อเชื้อราด้วยกัน เป็นจุลินทรีย์ชนิดดีที่ไม่ทำร้ายพืช แต่ทำลายจุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อโรคพืชให้อ่อนแอ ล้มตายลง เชื้อโรคจะถูกแย่งอาหาร แย่งที่อยูอาศัย และสุดท้ายจะถูกไตรโคเดอร์ม่าทำลาย ช่วยทำให้แปลงเพาะปลูกปลอดโรคร้ายทำลายพืช อีกทั้งเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ทำลายระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ปลอดภัยไร้สารพิษ

มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com