“ผืนแผ่นดินไทย ปลูกพืชได้ไร้สารพิษ”

December 31, 2011
ความกังวลของพี่น้องเกษตรกรเมื่อเพาะปลูกพืชผักไม้ผลแล้ว ส่วนมากจะกลัวโรคแมลงรบกวนจึงมักฉีดพ่นยาฆ่าแมลงป้องกันไว้ก่อน จะเป็นด้วยความเคยชินหรือความสบายใจก็ไม่ทราบได้ ทั้งความคิด ความเข้าใจและทัศนคติที่ถูกปลูกฝังจากรุ่นปู่สู่รุ่นพ่อสู่รุ่นลูกที่ถูกถ่ายทอดสืบเนื่องกันมาจนส่งผลให้การเกษตรของไทยเราหนีไม่พ้นวิถีการใช้ยาฆ่าแมลงสารคมีกำจัดศัตรูพืชเสียที
ความจริงผืนแผ่นดินไทยเราตั้งแต่อดีตมานั้นได้รับการกล่าวขวัญว่ามีทั้งทรัพย์ในดิน มีสินในน้ำ อีกทั้งปัจจัยแวดล้อมที่หล่อหลอมเลี้ยงดูผู้คนมาก็มีความอุดมสมบูรณ์จนมีคำกล่าวที่ว่าในน้ำมีปลาในนามีข้าว เมื่อเป็นเช่นนี้จริงๆแล้วทำไมเราชาวไทยเมื่อคิดจะปลูกผักปลอดสารพิษ ผักอินทรีย์เริ่มต้นจะต้องคิดแต่เพียงรูปแบบการปลูกแบบไร้ดิน (soilless) หรือไม่ก็การปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ (hydroponic) ที่อาศัยน้ำเป็นตัวทำลายและกักเก็บอาหารให้พืชแทนดิน ซึ่งเพียงแค่คิดและเริ่มต้นทำก็คงจะต้องเตรียมทุนไม่น้อยกว่าหมื่นบาทขึ้นไป
แล้วแน่ใจกันแล้วหรือว่านั่นคือวิธีการที่ปลอดภัยจากสารตกค้างและสารพิษได้จริง อาจจะมีไนเตรทหรือสารเคมีอื่นๆที่ตกค้างเพราะไม่ได้ผ่านกระบวนการที่มีดินทำหน้าที่เป็นกันชนเป็นตัวย่อยสลายกลั่นกรอง (buffer) กักเก็บทำลายสารพิษส่วนเกิน โดยอาศัยแนวทางตามธรรมชาติของจุลินทรีย์ ไส้เดือนและแมลงที่อาศัยอยู่ในดินทำหน้าที่ย่อยสลายทำลายและคัดกรองสารพิษดีกว่าการปล่อยให้เคมีที่ละลายน้ำแล้วผ่านกระบวนการดูดกินอาหารจากรากโดยโดยตรงไปยังส่วนต่างๆของพืชทันที ถ้ากระบวนการย่อยสลายไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์เนื่องจากปริมาณสารอาหารที่เข้มข้นและมีมากกว่าความต้องการของพืชจึงมีเหลือตกค้าง ส่วหนึ่งที่เราได้ยินกันบ่อยๆ คือสารไนเตรท (ดินประสิ่ว)เมื่อสะสมในร่างกายเพิ่มขึ้นๆจนกลายเป็นสารก่อมะเร็ง
ดินประสิวเป็นสารก่อมะเร็ง สามารถทำปฏิกิริยากับสารเอมีน (amine) ในปลาหรือในร่างกายของมนุษย์ โดยมีน้ำย่อยในกะเพาะอาหารเป็นตัวช่วยทำให้เกิดสารประกอบหลายชนิดที่มีโครงสร้างคล้ายกัน เรียกว่า “ไนโตรซามีน” สารเหล่านี้บางชนิดไม่มีอันตรายต่อสุขภาพ แต่บางชนิดจะร้ายแรงมากทำให้เป็นมะเร็งได้ ถ้ารับประทานไนเตรตเข้าไปมาก ๆ อาจทำให้เกิดอาการท้องร่วงรุนแรงมาก อาจเกิดอาการตัวเขียว หายใจไม่ออกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก ๆ จะยิ่งไวต่อสารเคมีชนิดนี้มากกว่าผู้ใหญ่ (ดูรายละเอียดเพ่ิมเติม วิกิพิเดีย)
เทคโนโลยีและวิวัฒนาการด้านการเกษตรในปัจจุบันมีวิธีการและทางเลือกมากมายในการผลิตพืชผลทางการเกษตรที่ช่วยทำให้ต้นทุนลดผลผลิตเพิ่มโดยไม่ต้องใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลง โดยไม่ต้องเลียนแบบการปลูกพืชจากประเทศที่พื้นที่ส่วนใหญ่แห้งแล้งขาดแคลนความอุดมสมบูรณ์ทั้งดินและน้ำ จึงต้องใช้รูปแบบและวิธีการปลูกที่เน้นการสูญเสียทรัพยากรให้น้อยที่สุด ซึ่งอาจทำให้สูญเสียรสชาติของความเป็นพืชจากธรรมชาติไปพอสมควร..ที่กล่าวมาก็เป็นการนำเสนอเพื่อเป็นทางเลือกให้คิดกันนะครับเผื่อใครจะนำไปปฏิบัติเพื่อเป็นของขวัญให้แก่ตนเองและผืนแผ่นดินของไทยเราในช่วงวาระต้อนรับปีใหม่ ส่งท้ายปีเก่า 31 ธันวาคม 2554 นี้ อย่างน้อยก็ช่วยให้พระแม่ธรณีแผ่นดินแม่ของเราได้ตื้นตันที่ลูกหลานรุ่นใหม่ยังให้ความสำคัญและระลึกนึกถึงท่านอยู่ อ้อ!เกือบลืมให้พระแม่ธรณีแล้วอย่าลืมให้แม่ของเราเองกันด้วยนะครับ
มนตรี  บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

Advertisements

โรคแคงเกอร์ในมะนาว โรคกุ้งแห้งในพริก ราเขียวราดำในเห็ด ต้องยกให้ “ไบโอเซ็นเซอร์”

May 15, 2016

โรคแคงเกอร์ในมะนาว โรคกุ้งแห้งในพริก ราเขียวราดำในเห็ด ต้องยกให้ “ไบโอเซ็นเซอร์”

ปัญหาเกี่ยวกับโรคแคงเกอร์ในพืชตระกูลส้ม มะนาว มะกรูด ฯลฯ ซึ่งสาเหตุนั้นเกิดมาจากเชื้อแบคทีเรีย…นะครับ ไม่ใช่เชื้อราคุณๆต้องศึกษารายละเอียดให้ดีนะครับ มิฉะนั้นเราไปใช้ยาฆ่าเชื้อรามาปราบก็ทำให้เสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ไม่ได้ผล

โรคแคงเกอร์ (Citrus Canker) เป็นโรคที่พบมากที่สุดก็คือในพืชตระกูลส้มดังที่ได้กล่าวไปแล้ว โรคนี้มักพบที่ใบจะมีรอยโรคเป็นจุดสีน้ำตาล และอาจเกิดแผลที่ใบอาจมีรอยแตกร้าว นอกจากนี้ อาจพบร่องรอยของโรคนี้ที่กิ่ง ก้าน ลำต้น และผลได้ด้วย โดยโรคแคงเกอร์นั้นมีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่ว่า Xanthomonas axonopodi. pv citri. นี่คือชื่อใหม่ล่าสุดครับ ส่วนเชื่อเดิม ของมันก็คือ Xanthomonas compestris. pv citri.   กล่าวแบบสั้นๆ ก็คือ โรคแคงเกอร์ สาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย และจะระบาดได้ง่ายเมื่อความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศมีมากหรือสูงนั่นเอง

ในอดีตการรักษาโรคแคงเกอร์ในส้ม มะนาว มะกรูด ชาวบ้านก็จะใช้สารคอปเปอร์ (Copper) เรียกว่าฉีดกันจนต้นเขียวปี๋ทีเดียวเชียวล่ะครับ แต่ปรากฏว่าโรคแคงเกอร์ก็ยังอยู่ แต่ที่ทำท่าว่าจะสูญสลายหายไปนั่นก็คือ คนฉีดพ่น กับต้นมะนาวครับ เพราะสะสมสารพิษ สารเคมีเข้าไปทุกวันๆ มะนาวก็ต้านไม่ไหว

การที่ฉีดพ่นสารเคมีหรือคอปเปอร์ลงไปในผืนดินบ่อยๆ ก็เกิดการสะสม มีความเข้มข้นมากขึ้น ๆ เมื่อเข้าสู่กระบวนการเปิดดอก เกษตรกรมักจะทิ้งน้ำ คืองดการให้น้ำ ประมาณหนึ่งถึงสองเดือน …ช่วงนี้เองที่สารคอปเปอร์จะแผลงฤทธานุภาพทำให้ต้นมะนาวนั้นเครียดและอ่อนแอ จนบางครั้งก็ล้มตายลง เมื่อน้ำถูกจำกัด ความเข้มข้นของสารคอปเปอร์เดิมที่มีน้ำทำหน้าที่เจือจางอยู่ก็หมดไป น้ำยิ่งระเหยออกไปจากดินมากขึ้น ความเข้มข้นของสารคอปเปอร์ก็เข้มข้นขึ้นตามลำดับ ทำให้รากมะนาวต้องทนทุกข์ทรมานจากปฏิกริยาสารคอปเปอร์ที่มี่อยู่อย่างหนาแน่นจากพฤติกรรมการฉีดพ่นสารคอปเปอร์รักษาโรคแคงเกอร์นั่นเอง

ความเข้มข้นของสารคอปเปอร์ที่มี่อยู่ในดินและไม่มีน้ำเป็นตัวเจือจางก็เป็นสาเหตุทำให้รากมะนาวหรือพืชอื่นๆ ถอดปลอก รากใหม่ที่เกิดขึ้นก็จะถูกทำลาย ทำให้ขาดการดูดกินสารอาหารลำเลียงไปเลี้ยงส่วนต่างๆ มีผลทำให้หลังเกิดดอก ก็จะมีปัญหาดอกและผลร่วง เพราะขาดสารอาหารขึ้นไปบำรุง ในอดีตทุ่งรังสิตมีการกล่าวโทษโรงไฟฟ้าวังน้อย ว่าเป็นตัวการณ์ทำให้ส้มทั้งทุ่งรังสิตร่วง…แต่ลืมวิเคราะห์สาเหตุจากพฤติกรรมการใช้สารคอปเปอร์มาอย่างยาวนาน

ปัจจุบันการรักษาโรคเกอร์มีทางเลือกมากขึ้นนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้หินแร่ภูเขาไฟ พูมิช, พูมิชซัลเฟอร์ สร้างความแข็งแกร่ง สร้างภูมิคุ้มกัน เปรียบเหมือนเป็นวัคซีนที่ไก่ชนสร้างทนต่อไวรัส H5N1 จากเชื้อไข้หวัดนกได้นั่นเอง พืชจะแข็งแรงโดยธรรมชาติอุ้มชูได้ก็ต้องปรับพีเอชดินให้ได้ 5.8 – 6.3 เพื่อให้ละลายแร่ธาตุอาหารในดินออกมาเป็นประโยชน์ให้พืชมากที่สุด เสริมอาหารให้พืชได้รับอย่างครบโภชนาการทั้งธาตุหลัก ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ธาตุรอง แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน ธาตุเสริม เหล็ก ทองแดง แมงกานีส สังกะสี โบรอน โมลิบดินั่ม นิกเกิ้ล ไทเทเนียม ฯลฯ และที่สำคัญคือธาตุเสริมหรือธาตุพิเศษอย่าง ซิลิก้า และไคโตซาน สองตัวหลังนี้ช่วยสร้างผนังเซลล์ให้แข็งแกร่ง เพิ่มน้ำหนัก เร่งการเจริญเติบโต ก็จะช่วยให้พืชนั้นมีภูมิคุ้มกันคล้ายกับสร้างวัคซีนตั้งแต่ต้นยังเล็กๆขึ้นมา
ส่วนการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุนั้น ก็มีทางเลือกแล้วนะครับไม่ต้องจมปลักอยู่กับสารพิษวัตถุอันตรายแต่เพียงอย่างเดียว เราสามารถใช้จุลินทรีย์ชีวภาพอย่าง “ไบโอเซ็นเซอร์” ซึ่งเป็นกลุ่มของบัคเตรีที่มีชื่อว่า “บาซิลลัส ซับธิลิส (bacillus subthilis spp.) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ผ่านการคัดเลือกมาอย่างดีในการปราบโรคแคงเกอร์ในพืชตระกูลส้ม มะนาว มะกรูด ส้มโอ ฯลฯ และโรคกุ้งแห้งในพริก โรคเหี่ยวเขียวในมะเขือเทศ และโรคอื่นๆทั้งหลายที่เกี่ยวกับเชื้อราหรือแบคทีเรียนั้น “ไบโอเซ็นเซอร์” สามารถที่จะเข้าทำลายได้ทั้งสองชนิด
ไบโอเซ็นเซอร์ เป็นจุลินทรีย์ที่สามารถยับยั้งทำลายเชื้อราโรคเห็ดทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นโรคราดำ ราเขียว ราเมือก ราส้มฯลฯ จึงเป็นประโยชน์อย่างมากแก่เกษตรกรผู้เพาะเห็ดซึ่งหาปัจจัยในการรักษาโรคที่เกิดเชื้อราในเห็ดได้ยาก จะใช้ยาฆ่าเชื้อรานำมาฉีดพ่นก็จะทำได้ “เห็ด” ซึ่งก็ถือว่าเป็นเชื้อราชนิดหนึ่ง แต่เป็นเชื้อราชั้นสูงเท่านั้นเอง ก็ล้มตายตามไปด้วย แต่เจ้า “ไบโอเซ็นเซอร์” นั้นเข้าสามารถที่จะรักษาเชื้อราโรคเห็ดได้อย่างเฉพาะเจาะจง ไม่เป็นอันตรายต่อเห็ดนะครับ

 

ในกลุ่มของ 5 เสือจุลินทรีย์ชีวภาพนี้ก็สามารถนำมาใช้ในอาชีพเพาะเห็ดได้มากถึง 4 ชนิด ไม่ว่าจะเป็น คัทออฟ จุลินทรีย์ชีวภาพ บิวเวอร์เรีย บาสเซียน่า ที่เอาไว้ปราบแมลงหวี่ แมลงวัน ต่างๆ ในโรงเรือนเพาะเห็ด ฟอร์แทรน จุลินทรีย์ชีวภาพ เมธาไรเซียม ที่ทำหน้าที่ในการปราบปรามกำจัดปลวกร้ายที่ทำลายโรงเรือน หรือจะนำมาฉีดพ่นเพื่อกำจัดแมลงรบกวนชนิดต่างๆ ก็ได้เช่นเดียวกัน อีกตัวหนึ่งคือ ไบโอแทค จุลินทรีย์ชีวภาพ บาซิลลัส ธูริงจิเอนซิส ที่ทำหน้าที่ในเรื่องของการปราบหนอนแมลงหวี่ แมลงวัน หรือหนอนที่เข้าทำลายก้อนเห็ดทุกชนิดเลยนะครับ   เรื่องนี้คุณๆ อย่าเพิ่งสับสนนะครับระหว่าง แมลงหวี่ กับ หนอนแมลงหวี่ เจ้า คัทออฟ กับ ฟอร์แทรน นั้นกำจัดแมลงหวี่ แมลงวัน แมลงรบกวนชนิดตัวเต็มวัยครับ ส่วนเจ้า ไบโอแทค นั้นเขากำจัดระยะที่เป็นวงจรของแมลงหวี่ที่อยู่ในระยะตัวหนอนนั่นเองครับ

ส่วนอีกชนิดหนึ่งที่เป็น 1 ใน 5 เสือจุลินทรีย์ชีวภาพคือ อินดิวเซอร์ เสือตัวนี้ห้ามนำไปใช้ในการเพาะเห็ดเป็นอันขาดนะครับ เพราะเค้าคือเชื้อราเขียว ไตรโคเดอร์ม่า ซึ่งเป็นศัตรู้หมายเลขหนึ่งของวงการเพาะเห็ดทีเดียวเชียวล่ะครับ ควรอยู่ห่างๆ เค้าไว้แหละดีที่สุดเลยครับ สรุปก็คือเจ้า ไบโอเซ็นเซอร์ สามารถที่จะทำงานช่วยเหลือพีน้องเกษตรกรที่เกี่ยวกับโรคพืชที่มีสาเหตุมาจากเชื้อราก็ได้ หรือเชื้อแบคทีเรียก็ได้ นับว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์มากๆ เช่นเดียวกันนะครับ 5 เสือจุลินทรีย์ชีวภาพที่ผ่านการรับรอง ผ่านจดทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตรมาเรียบร้อยแล้วนั้น สามารถที่จะเป็นเพื่อนใหม่ มิตรใหม่ให้เกษตรกรได้เลือกใช้ทดแทนการใช้สารเคมีหรือวัตถุอันตรายทางการเกษตรได้อย่างเหมาะเจาะลงตัวเลยนะครับ ต้องรายสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อขอรายละเอียดได้ที่ คอลเซ็นเตอร์ โทร. 084 555 4205 – 9, ทางโปรแกรมไลน์ ไอดีไลน์คือ tga001, tga002, tga003, tga004 หรือติดต่อฝ่ายวิชาการได้ที่ 02 986 1680 -2 นะครับ

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

การใช้จุลินทรีย์ชีวภาพ “ฟอร์แทรน” ปราบปลวกร้ายในบ้านเรือน

May 15, 2016

การใช้จุลินทรีย์ชีวภาพ “ฟอร์แทรน” ปราบปลวกร้ายในบ้านเรือน

ปัญหาเรื่องปลวกนี่ถือว่าเป็นปัญหาเรื้อรัง ถาวร ถ้าคุณๆ ไม่ตื่นตัวรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็จะแป็นเหยื่อของเจ้าหน้าที่บริษัทกำจัดปลวกที่อาสามาอัด ฉีด น้ำยา และเก็บค่าบริการรายปี บ้างก็หลายพัน บางบริษัทก็หลายหมื่น แต่ปลวก กับ มนุษย์ ที่รบกันมายาวนาน หรืออยู่คู่กันมานานสองแสนล้านปีมานี้ ปรากฏว่ายังไม่มีใครชนะใครได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเลย…

แล้วเราจะมัวไปหลงกล เสียเวลากับบริษัทกำจัดปลวกเหล่านั้นอยู่ทำไม แถมเจ้าสารพิษที่พวกเค้านำมาฉีดพ่นนั้นก็มีกลิ่นไอระเหย เมื่อคนแก่ เด็ก และสัตว์เลี้ยง สัมผัสสูดดมเข้าไป บ่อยๆ เข้า ก็อาจจะกลายเป็นสารก่อมะเร็ง หรือโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ นานา ที่หาสาเหตุไม่ได้…

การที่จะกำจัดปลวกให้หมดสิ้นไปแบบเกลี้ยงเกลาเลยนั้น คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะปลวกนั้นเขาก็มีชั้นวรรณะ คล้ายกับมนุษย์เรานี่แหละครับ มีราชินี มีปลวกทหาร ปลวกงาน และแมลงเม่าซึ่งทำหน้าที่ผสมพันธุ์เพียงอย่างเดียว ปลวกงานมีหน้าที่ทำงาน หาอาหารมาป้อนราชินี ราชินีมีหน้าที่ผลิตประชากร ก็ว่ากันไปครับ ประมาณนี้…ฮ่าๆ (ใครอยากรู้ลึกๆ ต้องไปเสิร์ชหาในอากู๋ กูเกิ้ลกันดูนะครับ)

ทีนี้หลักการในการที่จะป้องกันกำจัดปลวกแบบชีวภาพก็พอจะมีและดูทีท่าว่าน่าจะยั่งยืนด้วย นันก็คือการใช้เชื้อโรคของปลวก…นั่นก็คือ เชื้อรา เมธาไรเซียม หรือในชื่อการว่า “ฟอร์แทรน” เป็นหนึ่งในห้าเสือจุลินทรีย์ชีวภาพที่ใช้ในการป้องกันกำจัดปลวกร้ายในอาคารบ้านเรือน และสามารถปราบพวกแมลงดำหนามที่ทำลายปาล์ม มะพร้าว ปราบพวกเพลี้ยจักจั่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และรวมถึงหนอน แมลงศัตรูพืชอื่นๆ ได้ดีอีกด้วยนะครับ

ที่ว่าเป็นเชื้อโรคของปลวก ก็เพราะว่าในอดีตนั้น ครูบาอาจารย์สมัยก่อนที่คิดค้นวิจัยว่าทำไม เห็ดปลวก เห็ดโคนนั้น มนุษย์จึงไม่สามารถเพาะเองได้ ต้องอาศัยปลวกเป็นผู้ปลูกผู้เพาะ….เขาจึงทำการขุดสำรวจสรีรโครงสร้างจอมปลวกว่า สวนเห็ด สวนเชื้อรา ที่เห็ดเขาเลี้ยง เขาเพาะไว้นั้นมีระบบการทำงานอย่างไร….แต่ปรากฏว่าจอมปลวกที่ขุดไปเรื่อยๆ นั้น จะสังเกตุเห็นว่าจอมปลวกร้างทุกๆ จอมปลวกนั้น จะมีเชื้อราสีเขียวขี้ม้าอาศัยอยู่ที่จอมปลวกเลย….จึงนำมาศึกษาวิจัยต่อยอดจนค้นพบว่าเป็นเชื้อรา “เมธาไรเซียม” และก็พัฒนาต่อยอดกันมาจนเป็นจุลินทรีย์กำจัดปลวก กำจัดแมลงศัตรูพืชในปัจจุบันนี่แหล่ะครับ…(แฮ่ะๆ….โม้เสียยาวเลย….หวังว่าคุณๆ คงจะยังไม่เบื่อกันนะครับ)

การประยุกต์ใช้ไอ้เจ้า “ฟอร์แทรน” ในการกำจัดปลวกนี่ก็โดยการใช้ “ฟอร์แทรน” 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรฉีดพ่นให้ทั่วพื้นที่รอบๆ บริเวณบ้าน หรือนำไปโปรยโรยตรงทางเดินปลวก ทำการแซะ แงะ งัด ทางเดินของปลวกออกเสียก่อน แล้วโรยผงสปอร์ “ฟอร์แทรน” ลงไป ปล่อยให้ปลวกเดินผ่าน ลำตัวปลวกที่ชื้นแฉะก็จะติดเอาผงสปอร์เข้าไปในรัง ปลวกเป็นสัตว์สังคม ชอบสะอาด จะดูดเลียทำความสะอาดให้กันและกัน ก็จะติดเชื้อสปอร์ของ “ฟอร์แทรน” เข้าไปในลัง และเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ รังปลวกที่มืดและอับชื้นเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเจ้า “ฟอร์แทรน” ซึ่งเป็นจุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตก็ขยายจำนวนมาก จนบางครั้งเพียงพอที่จะทำให้ปลวกนั้นตายยกรังได้เลยทีเดียวเชียวล่ะครับ
อีกวิธีการหนึ่งก็ถือว่าเป็นวิธีที่ดีและยั่งยืนด้วยเช่นกันนะครับ ก็คือนำผงสปอร์ของ “ฟอร์แทรน” ในอัตรา 1 กิโลกรัม คลุกผสมกับขี้กบ (ไสไม้) หรือขี้เลื่อย 10 กิโลกรัม คลุกเคล้าให้เข้ากัน อัดเข้าไปในกระบอกไม้ไผ่ที่หั่นเป็นปล้องละข้อ หรือจะเป็นท่อพีวีซีก็ได้นะครับ แล้วนำไปฝังรอบตัวอาคารบ้านเรือน ห่างกันจุดละเมตรสองเมตร ใช้กระบอกไม้ไผ่เพื่อเป็นเปลือกเป็นฉนวนมิให้ขี้เลื่อยหรือขี้กบไสไม้ผุพังเร็วเกินไป รอวันเวลาของฝนหน้าฟ้าใหม่ เมื่อแมลงเม่าจากต่างถิ่นบินเข้ามาอาศัยผสมพันธุ์ ปลวกงาน ปลวกทหารก็จะออกสำรวจอาหาร เมื่อพบกับขี้เลื่อย ขี้กบไสไม้ที่มีเชื้อราเมธาไรเซียม หรือ “ฟอร์แทรน” ก็จะได้รับสัมผัสเชื้อตายตั้งแต่เริ่มสร้างอานาจักรเลยทีเดียวเชียวล่ะครับ

ต้นทุนของจุลินทรีย์ชีวภาพกำจัดปลวกประมาณ 400 บาท เมื่อเทียบกับค่าบริการของบริษัทกำจัดปลวกที่เป็นพันเป็นหมื่น หรือหลายหมื่นด้วยซ้ำก็ถือว่าคุ้มค่าน่าใช้อยู่มากทีเดียวเชียวล่ะครับ หรือจะใช้นำไปคลุกผสมกับกระดาษหลัง หรือหนังสือพิมพ์นำไปชุบน้ำให้เปียก แล้วขยำคลุกเคล้าของสปอร์ “ฟอร์แทรน” แล้วนำไปวางตามห้องเก็บของ ฝ้า หลังคา เพดาน ฯลฯ ก็สามารถเป็นหยื่อล่อให้ปลวกมากินและตายก่อนที่จะสร้างอาณาจักรในบ้านเราได้ด้วยเช่นเดียวกันนะครับ สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์ติดต่อฝ่ายวิชาการของชมรมเกษตรปลอดสารพิษเราได้นะครับ 02 986 1680 – 2

 

มนตรี   บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

เราจะใช้จุลินทรีย์ชีวภาพ “คัทออฟ” อย่างไร ให้โลกสดใส สิ่งแวดล้อมสดสวย

May 15, 2016

เราจะใช้จุลินทรีย์ชีวภาพ “คัทออฟ” อย่างไร ให้โลกสดใส สิ่งแวดล้อมสดสวย

วันนี้คุณๆคงจะคิดนึกไปว่า ผู้เขียนมาไม้ไหนกันอีกล่ะวันนี้   ฮ่าๆ…. โลกสวย โลกใสอะไรกัน จะบอกอะไรก็รีบบอกๆ มาเฮ๊อะ!!! เดี๋ยวจะรีบไปอ่านเรื่องอื่นๆที่ดีมีสาระกว่านี้….อะจึ๋ย! อย่าเพิ่งรีบไปนะครับ เดี๋ยวผมกำลังจะเล่าให้ฟังครับเกี่ยวกับเรื่องของ จุลินทรีย์ชีวภาพ “คัทออฟ”

ก่อนอื่นก็ต้องขอแนะนำก่อนนะครับวา “คัทออฟ” นั้นคือจุลินทรีย์ชีวภาพกำจัดศัตรูพืชหนึ่งใน 5 เสือจุลินทรีย์ชีวภาพของชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ที่พัฒนาต่อยอดมาจากจุลินทรีย์ “ทริปโตฝาจ” ให้มีศักยภาพในการขยายเชื้อได้ เพื่อลดต้นทุนของพี่น้องเกษตรกรและคุณๆทั้งหลายที่ชื่นชอบหนทางชีวภาพที่ปลอดภัยไร้สารพิษต่อตนเองและสิ่งแวดล้อม

“คัทออฟ” นั้นก็คือชื่อการค้าของเชื้อราบิวเวอร์เรีย (Beauveria Bassiana) ที่ใช้ในการจดทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สามารถนำไปใช้ในการปลูกพืชผักผลไม้ที่ต้องการการรับรองระบบการจัดการคุณภาพที่เรียกว่า GAP พืชและเกษตรอินทรีย์ (Organic) และยังได้รับการรับรองจากสำนักพัฒนาระบบ และการรับรองมาตรฐานสินค้าพืชให้เป็นปัจจัยการผลิตที่สามารถใช้ในการผลิตพืชอินทรีย์ ตามมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ ของกรมวิชาการเกษตร (Organic Thailand) …..ชักเริ่มน่าสนใจขึ้นมาบ้างแล้วใช่ไหมครับ?……คิดไปเอง…อิๆ

จุลินทรีย์ชีวภาพ “คัทออฟ” มีประโยชน์สำหรับป้องกันกำจัดศัตรูพืชจำพวกแมลงทดแทนการใช้ยาฆ่าแมลงและสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เป็นจุลินทรีย์ที่จัดอยู่ในพว “เชื้อราทำลายแมลง” สามารถทำลายแมลงได้หลายชนิด โดยการผลิตน้ำย่อยหรือ เอนไซม์ที่เป็นพิษต่อศัตรูพืช เพลี้ย หนอน ฯลฯ และเป็นเชื้อราที่อาศัยและกินเศษซากที่ผุพัง (Saprophyte)

ลักษณะการการทำงานหรือการเข้าทำลายแมลงของจุลินทรีย์ชีวภาพ “คัทออฟ” มีดังนี้นะครับ

  1. เมื่อเราทำการฉีดพ่นจุลินทรีย์ชีวภาพ “คัทออฟ” สปอร์ของ “คัทออฟ” จะตกติดอยู่กับผนังลำตัวแมลงเข้าสู่ตัวแมลงทางผนังลำตัว รูหายใจ บาดแผลบนผนังลำตัว ความชื้นเหมาะสมกับการงอก สปอร์จะแทงทลุผิวหนังลำตัว เชื้อราจะงอกสู่ช่องว่างลำตัวแมลงเจริญเติบโตสร้างเส้นใยมากมายทำลายแมลง
  2. เมื่อสปอร์ของจุลินทรีย์ชีวภาพ “คัทออฟ” เจริญเป็นเส้นไยทำลายอวัยวะภายในของแมลงศัตรูพืชจนเจ็บป่วยล้มตาย หลังจากนั้นเส้นใยจะแทงผ่านผนังลำตัวแมลงออกสู่ภายนอกตัวแมลง
  3. สปอร์ของจุลินทรีย์ชีวภาพ “คัทออฟ” จะแพร่กระจายไปตามลม ฝนหรือติดกับตัวแมลง เชื้อราจึงสามารถขยายพันธุ์ต่อได้ และเมื่อสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมก็จะ ทำลายแมลงศัตรูต่อไป

กลไกการเข้าทำลายแมลงของจุลินทรีย์ชีวภาพ “คัทออฟ” หรือเชื้อราบิวเวอร์เรีย คือ เมื่อสปอร์ของเชื้อราสัมผัสกับผิวของแมลง ในสภาพความชื้นที่เหมาะสม (ความชื้นสัมพัทธ์ 50 % ขึ้นไป แต่ดีที่สุดคือจะต้องอยู่ประมาณ 80-90 % นะครับ) สปอร์จะงอกเป็นเส้นใยแทงผ่านผิวหนังเข้าไปในลำตัวแมลง แล้วขยายจำนวนเจริญอยู่ภายในโดยใช้เนื้อเยื่อของแมลงเป็นอาหาร แมลงจะตายในที่สุด ภายในระยะเวลาต่างๆ ขึ้นอยู่กับชนิด ขนาด และวัยของแมลง โดยทั่วไปประมาณ 3 – 14 วัน เชื้อราบิวเวอร์เรียหรือจุลินทรีย์ชีวภาพ “คัทออฟ” สามารถนำมาใช้ในการกำจัดแมลงศัตรูพืชที่สำคัญในพืช เศรษฐกิจหลายชนิด เช่น แมลงศัตรูพืชเป้าหมายในข้าว ได้แก่ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยไฟ บั่ว หนอนห่อใบ ในมะม่วงได้แก่ เพลี้ยจักจั่นที่ทำลายช่อมะม่วง แมลงค่อมทอง ในพืชตระกูลส้มได้แก่ เพลี้ยอ่อนส้ม เพลี้ยไก่แจ้ เพลี้ยไฟ ไรแดง ในพืชผักได้แก่ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ ไรขาว แมลงหวี่ขาว หนอนผีเสื้อต่างๆ ในอ้อยได้แก่ แมลงค่อมทอง เป็นต้น

ลักษณะอาการของแมลงที่ถูกจุลินทรีย์ชีวภาพ “คัทออฟ” เข้าทำลาย คือแมลงที่ถูกทำลายจะแสดงอาการของการเป็นโรคคือ เบื่ออาหาร กินน้อยลง อ่อนเพลียและไม่เคลื่อนไหว สีผนังลำตัวแมลงมักจะเปลี่ยนไป ปรากฎจุดสีดำบนบริเวณที่ถูกเชื้อราเข้าทำลาย พบเส้นใย และผงสีขาว ของสปอร์ปกคลุมตัวแมลงที่ถูกเชื้อราเข้าทำลาย การใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียควบคุมศัตรูพืช

ทั้งหมดนี้ก็คือข้อมูลบางส่วนนะครับของจุลินทรีย์ชีวภาพ “คัทออฟ” หรือเชื้อราขาวบิวเวอร์เรีย (Beauveria Bassiana) ที่ผมนำมาฝากคุณๆท่านผู้อ่าน เผื่อว่าจะมีประโยชน์ให้ผู้ที่สนใจในการการเกษตรชีวภาพ ปลอดภัยไร้สารพิษอยู่บ้างไม่มากก็น้อย เพื่อไว้เป็นทางเลือกในการป้องกันดูแลรักษาโรคแมลงศัตรูพืชที่เข้ารบกวนแปลงเกษตรกร โดยไม่ต้องใช้สารพิษหรือเป็นไปในลักษณะที่เรียกว่า ค่อยๆ ลด ละ เลี่ยง เลิก การใช้สารพิษไปทีละน้อย เพื่อผืนดินแผ่นน้ำของไทยเราจะได้กลับมามีชีวิตชีวา สะอาด ปลอดภัย เป็นต้นทุนทางธรรมชาติให้ลูกหลานเราได้ใช้ประโยชน์กันต่อไปครับ

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพืษ www.thaigreenagro.com

บทความเกษตร Mont 20160504 ประโยชน์ของ “อินดิวเซอร์” ประโยชน์ของเกษตรกรไทยไร้สารพิษ

May 15, 2016

บทความเกษตร Mont 20160504 ประโยชน์ของ “อินดิวเซอร์” ประโยชน์ของเกษตรกรไทยไร้สารพิษ

อินดิวเซอร์คืออะไร? หลายๆท่านที่เพิ่งจะเข้ามาในกลุ่มชมรมเกษตรปลอดสารพิษ อาจจะยังงงๆ เพราะว่าเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพตัวใหม่เอี่ยมอ่อง ที่กำลังคลอดออกมาให้คุณๆ ได้สัมผัสนำไปปรับประยุกต์ใช้ทดแทนการใช้สารเคมีกำจัดเชื้อรา ซึ่งมีอันตราย มีสารพิษตกค้างในผืนดินแผ่นน้ำ และที่สำคัญทำให้สูญเสียเงินตราออกนอกประเทศโดยใช่เหตุ…

เจ้า “อินดิวเซอร์” ที่ว่านี้แท้จริงก็คือ จุลินทรีย์ชีวภาพปราบเชื้อราโรคพืชที่ก่อนหน้านี้มีชื่อว่า “ไตรโคเดอร์ม่า (Tricoderma Harzianum ssp.) ” นั่นเองครับ ซึ่งถือว่าเป็นจุลินทรีย์ที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน …เพียงแต่ว่าในอดีตเมื่อสัก 30-40 ปีที่ผ่านมานั้น เกษตรกรยังมีความนิยมกลุ่มของเคมีที่เห็นผลทันใจเสียมากกว่า…..

จากกิจกรรมทางด้านเกษตรปลอดสารพิษ…ที่พวกเราช่วยกันส่งเสริมมาเกือบจะ 20 ปีนี้ จึงทำให้เกิดวิวัฒนาการต่างๆ เยอะแยะมากมาย ที่จะต้องมีการพัฒนาปรับปรุง….คำว่าปรับปรุงในที่นี้ก็คือ ปรับปรุงให้เข้ากับระบบของภาครัฐในยุคปัจจุบันนะครับ…(คือคุณจะต้องเข้าระบบ…เพื่อการตรวจสอบ..และการควบคุม…ให้บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกเขาได้เห็นวชัดหน่อย รึเปล่า!!!….แฮะๆ)

ดังนั้นผลิตภัณฑ์ชีวภาพทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นขิง ข่า ตะไคร ใบมะกรูด พริก ฯลฯ โน่น นี่ นั่น เมื่อเค้าบรรจุให้เป็นวัตถุอันตราย ท่านจะเก็บ ท่านจะครอบครอง ท่านจะผลิต ท่านจะทำอะไรเกี่ยวกับพวกเขาเหล่านี้ท่านจะต้องจด แจ้ง เพื่อจะได้มีค่าใช้จ่ายให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น มิฉะนั้นเดี๋ยว!!! จะไปทำให้ยอดขายสารเคมีวัตถุอันตรายนำเข้าจากต่างประเทศยอดขายลดลงได้….อะจึ๋ย!!! ไม่ใช่นะครับ เพื่อทำให้คุณภาพทัดเทียมกับนานา อารยะประเทศต่างหาก…

ทีนี้เราลองมาดูประโยชน์และการนำไปใช้งานของ “อินดิวเซอร์” กันดูนะครับ เจ้า “อินดิวเซอร์” หรือ “ไตรโคเดอร์ม่า” นี้เค้าสามารถที่จะควบคุม ทำลายหรือยับยั้งเชื้อราในดินสาเหตุโรคพืชทั้งราชั้นสูงและราชั้นต่ำ เช่น

  1. ทำลายเชื้อราพิเทียม (Pythium spp.) สาเหตุโรคเน่าระดับดิน กล้ายุบ กล้าเน่า โคนเน่า โรคยอดเน่าในพืชไร่ มะเขือเทศ พืชผักชนิดต่างๆ
  2. ทำลายเชื้อราไฟทอฟเทอร่า (Phytopthora spp.) สาเหตุโรคราที่ทำให้ผลร่วง ดอกร่วง ใน ลำใย ลิ้นจี่ โรคดอกรวงในทุเรียน โรครากเน่า-โคนเน่า ใน พริก ทุเรียน ส้ม มะนาว พริกไท แตงโม แตงกวา แตงร้าน มะเขือเทศและโรคเน่าเข้าไส้ในกล้วย ฯลฯ
  3. ทำลายเชื้อราสเคอโรเทียม (Sclerotium spp.) สาเหตุโรค โคนเน่า โรคกล้าไหม้ ราเม็ดผักกาด โรคเหี่ยวในพืชผักชนิดต่าง ๆ มะเขือเทศ พืชไร่ สตรอเบอรี่ มันฝรั่ง
  4. ทำลายเชื้อราไรซอกโทเนีย (Rhizoctonia spp.) สาเหตุโรคเน่าคอดิน กล้ายุบ กล้าเน่า ทำให้ทุเรียนเป็นโรคใบติด
  5. ทำลายเชื้อราคอลเลทโททริกัม (Colletotrichum spp.) สาเหตุโรคแอนแทรคโนสในมะม่วง องุ่น ฝรั่ง พุทรา ชมพู่ มะละกอ พริก หอมหัวใหญ่ หอมแบ่ง หอมแดง กระเทียม มันฝรั่ง
  6. ทำลายเชื้อราอัลเทอนาเรีย (Alternaria spp.) สาเหตุโรคโรคใบจุดเน่าในพืชตระกูลกระหล่ำ เช่น ผักคะน้า ผักกาดขาว กระหล่ำดอก กระหล่ำปลี บรอคโครี่ สตรอเบอรี่ มันฝรั่ง พริก
  7. ทำลายเชื้อรา ฟิวชาเรียม (Fusarium spp.) สาเหตุโรคใบไหม้ในไม้ผล พืชไร่ พืชผักชนิดต่างๆ ตลอดจนไม้ดอก ไม้ประดับการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาชนิดสด

ที่สำคัญเรายังคงสามารถที่จะใช้เจ้า “อินดิวเซอร์” นี้ได้หลายวิธีตามโอกาสและความสะดวกของพี่น้องเกษตรกร เช่น ใช้ผงสปอร์ “อินเดิวเซอร์” คลุกผสมกับรำข้าวละเอียดและปุ๋ยหมักปุ๋ยคอก, ปุ๋ยอินทรีย์ในสัดส่วน 1 : 10 : 40 โดยปริมาตรหรือน้ำหนักสำหรับใส่หลุมปลูก อัตรา 10-20 กรัม (1-2 ช้อนแกง) คลุกเคล้ากับดินในหลุมปลูกพืช ก่อนการหยอดเมล็ดพืช หรือหว่านลงแปลงปลูก ด้วยอัตรา 50-100 กรัมต่อตารางเมตร หรือใช้ผสมรวมกับวัสดุปลูกสำหรับการเพาะกล้าโดย ใส่ส่วนผสมของผงสปอร์ ”อินดิวเซอร์” + ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอก, ปุ๋ยอินทรีย์ ผสมร่วมกับดินหรือวัสดุปลูกอัตรา 1: 10 โดยปริมาตร นำดินหรือวัสดุปลูกที่ผสมด้วยส่วนผสมของผงสปอร์ “อินดิวเซอร์” แล้วใส่กระบะเพาะเมล็ด ถุงหรือกระถางปลูกพืช กรณีของการคลุกเมล็ดพืชก่อนปลูก สามารถใช้ผงสปอร์ “อินดิวเซอร์” ล้วนๆ อัตรา 10 กรัม (1 ช้อนแกง) ต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม เติมน้ำ 10 ซีซี และถ้าต้องการผงสปอร์ “อินดิวเซอร์” ในรูปน้ำเพื่อการฉีดสามารถใช้ได้ในอัตรา 50-100 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น ราด รดลงดิน หรือพ่นส่วนบนของต้นพืช หรือใช้ปล่อยไปพร้อมระบบการให้น้ำใต้ทรงพุ่มของพืช และใช้แช่ส่วนขยายพันธุ์พืช เช่นเมล็ด หัว เหง้า แง่ง ท่อนพันธุ์ ก็ได้ ….คุณๆ ที่ชอบการทำเกษตรที่ปลอดภัย สไตรล์ปลอดสารพิษ..ลองนำไปประยุกต์ใช้กันดูนะครับ….

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

5 เสือจุลินทรีย์ไทยได้มาตรฐานกรมวิชาการเกษตร ช่วยไทยไร้สารพิษ

May 15, 2016

5 เสือจุลินทรีย์ไทยได้มาตรฐานกรมวิชาการเกษตร ช่วยไทยไร้สารพิษ

พัฒนาการด้านความปลอดภัยในเรื่องอาหารและสุขภาพก็มีความก้าวหน้ามากขึ้น การผลิตพืชผักผลไม้ภาคการเกษตรก็พัฒนาขึ้นมาตามลำดับ โดยเฉพาะจุลินทรีย์ที่ใช้ในการปราบ โรค แมลง เพลี้ย หนอน รา ไร ของชมรมเกษตรปลอดสารพิษที่พัฒนาโดยคนไทย เพื่อเกษตรกรไทย ก็สามารถก้าวเข้ามาทดแทนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชของต่างประเทศได้ โดยให้พี่น้องเกษตรกรได้มีทางเลือกใหม่ ที่ปลอดภัยไร้สารพิษมากกว่า

จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในเรื่องการปราบ โรค แมลง เพลี้ย หนอน รา และไร ทั้ง 5 ตัว อย่าง ไบโอแทค (Bacillus thuringiensis ssp) บีทีชีวภาพปราบหนอน ไม่ว่าจะเป็นหนอนกอ หนอนห่อใบ หนอนใย หนอนชอน ฯลฯ, ไบโอเซ็นเซอร์ (Bacillus Subthilis ssp.) จุลินทรีย์ชีวภาพปราบโรคแคงเกอร์ในพืชตระกูลส้ม มะนาว โรคแอนแทรกโนส โรคกุ้งแห้งในพริก, อินดิวเซอร์ (Trichoderma harzianum ssp.) จุลินทรีย์ชีวภาพกำจัดโรคใบด่าง ใบดำ ใบจุด ใบฉ่ำน้ำ โรครากเน่าโคนเน่า, คัทออฟ (beauveria bassiana ssp.) จุลินทรีย์ชีวภาพกำจัดเพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง เพลี้ยไฟ ไรแดง, ฟอร์แทรน (metarhizium anisopliae ssp.) จุลินทรีย์กำจัดปลวกร้ายในอาคารบ้านเรือน เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่น ฯลฯ

ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ทางด้านชีวภาพที่ตอบโจทย์เกี่ยวกับเรื่องของการนำไปป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูพืช ไม่ว่า จะเป็นเพลี้ย หนอน รา และไร ที่จะเข้ามาทำลายผลผลิตของพี่น้องเกษตรกรได้อย่างครอบคลุม โดยไม่ต้องหันกลับไปใช้ยาฆ่าแมลงสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ให้สุขภาพของเราต้องเสื่อมโทรม และถือว่าเป็นการทำบุญให้กับตนเองในฐานะผู้ผลิตอาหารป้อนสู่เพื่อนมนุษย์โลกทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ให้ได้บริโภคแต่สิ่งที่ดีๆ มีคุณภาพ และช่วยประหยัดเงินตราออกนอกประเทศ ลดการนำเข้ายาฆ่าแมลงสารเคมีกำจัดศัตรูพืชปีหนึ่งๆ ก็เกือบแสนล้านบาท

5 เสือจุลินทรีย์ชีวภาพทั้ง ไบโอแทค (Bacillus thuringiensis ssp), ไบโอเซ็นเซอร์ (Bacillus Subthilis ssp.), อินดิวเซอร์ (Trichoderma harzianum ssp.), คัทออฟ (beauveria bassiana ssp.), ฟอร์แทรน (metarhizium anisopliae ssp.) ยังได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร ผ่านมาตรฐานต่างๆ ในระดับที่มีความปลอดภัยสูง ถือว่ามีความปลอดภัยมากกว่าน้ำปลาถึง 10 เท่าไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม (ผ่านการทดสอบความเป็นพิษที่เรียกว่า LD50) สามารถนำไปใช้ในการรับรองระบบการจัดการคุณภาพ GAP พืชและเกษตรอินทรีย์ (Organic) ได้กับพืชทุกชนิดรวมถึงเห็ดต่างๆ ด้วยนะครับ

ผ่านการรับรองจากสำนักพัฒนาระบบ และการรับรองมาตรฐานสินค้าพืชให้เป็นปัจจัยการผลิตที่สามารถใช้ในการผลิตพืชอินทรีย์ ตามมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ ของกรมวิชาการเกษตร (Organic Thailand) และที่สำคัญนะครับท่านที่มักจะปวดหัวหงุดหงิดกับการอุดตันหัวฉีด   5 เสือจุลินทรีย์ชีวภาพที่ผ่านระบบกระบวนการผลิตด้วยเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ทันสมัยนี้สามารถละลายน้ำได้ 100% ไม่ก่อให้เกิดปัญหาหัวฉีดอุดตัน มีระบบการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า (QC) สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุก Lot ของการผลิต และอยู่ในรูป Pure Spores พร้อมใช้งานในทันที โดยไต้องนำไปหมักหรือแช่น้ำก็ได้ การใช้งานทำให้ใช้สะดวกและช่วยประหยัดเวลา อีกทั้งชมรมเกษตรปลอดสารพิษเรา มีการติดตามวิวัฒนาการและการปรับตัวของโรค และแมลงศัตรูพืช เพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ ทำให้พี่น้องเกษตรกรหมดห่วงเกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนาการของผลิตภัณฑ์เมื่อประสบพบเจอกับโรคแมลงศัตรูพืชชนิดใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา และเมื่อมีปัญหาก็สามารถปรึกษาสอบถามไปยังฝ่ายวิชาการของชมรมฯได้ตลอด ทั้งทางโทรศัพท์ 02 986 1680 -2, Line : tga001, tga002, tga003, tga004, www.thaigreenagor.com

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

5 เสือจุลินทรีย์ชีวภาพ ผลิตภัณฑ์สำหรับเกษตรกรไทยใช้แทนการนำเข้าสารเคมีต่างประเทศ

May 15, 2016

5 เสือจุลินทรีย์ชีวภาพ ผลิตภัณฑ์สำหรับเกษตรกรไทยใช้แทนการนำเข้าสารเคมีต่างประเทศ

ข่าวคราวเกี่ยวกับการรุกรานพื้นที่เพาะปลูกของนักลงทุนจีนที่บุกไปปลูกกล้วยในประเทศลาวประมาณ 10,000 เฮกตาร์ก็ราว 62,500 ไร่ ทำให้ทางการลาวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงกับต้องรีบออกมาดูแลแก้ไขกฎหมายเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของเขามิให้ถูกนักลงทุนจีนกลุ่มนี้กระทำย่ำยีให้เสียหายมากไปกว่านี้

เพราะว่านักลงทุนจีนเหล่านี้มีการลักลอบนำเข้าปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ที่มีพิษรุนแรง รวมถึงแรงงานเครื่องจักรต่างๆ จากประเทศตนเองเสียเกือบหมด จนประชาชนคนลาวแทบจะไม่ได้ประโยชน์อะไรใดๆ ทั้งสิ้น การอาบชโลมสารเคมีภาคการเกษตรลงไปในผืนดินแผ่นน้ำอย่างไม่บันยะบันยังทำให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม ลาวจึงต้องออกกฎหมายควบคุมและห้ามขยายพื้นที่เพาะปลูกจนกว่ารัฐบาลจะตรวจสอบและอนุญาตเสียก่อน

ในประเทศก็ใช่ว่าจะหลีกลี้หนีห่างจากทุนจีน ทางจังหวัดเชียงราย อำเภอเชียงของ ก็มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการที่บริษัทคนจีนให้คนไทยจัดตั้งบริษัทบังหน้าไม่กี่คน เป็นนอมินี แล้วเอาคนจีน แรงงานจีนเข้ามาบริหารจัดการ และลักลอบใช้สารเคมีจากประเทศตัวนำเข้ามาทางเส้นทางเศรษฐกิจ R3A ใช้ทรัพยากรบนผืนแผ่นดินไทยอย่างคุ้มค่า แล้วก็ขนผลผลิตกลับไปยังประเทศตนเอง เมื่อทราบข่าวจากชาวบ้าน หน่วยงานรัฐโดยกระทรวงสาธารณสุขจึงรีบเข้าไปตรวจเลือดหาสารพิษก็พบหลายราย และมีการขยายผลออกไป เพื่อระงับยับยั้งนายทุนจีนกลุ่มนี้ กลุ่มที่ไร้สำนึกความรับผิดชอบต่อการลงทุนในบ้านเมืองคนอื่น

ปัจจุบันผู้บริโภคทั่วโลกเริ่มให้ความเอาใจใส่ในสุขภาพของตนเองกันมากขึ้น ไม่ต้องการรับประทานพืชผักผลไม้ที่มีสารพิษตกค้าง รวมถึงรังเกียจกระบวนการเพาะปลูกที่ขาดจิตสำนึกที่ดีต่อผู้บริโภค เรียกว่าถ้ารู้ว่าแหล่งที่มามาจากการอาบชโลมด้วยสารพิษ คงมีการแอนตี้ไม่ซื้อสินค้าเป็นแน่

ปัจจุบันทางทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษจึงมีบริการผลิตภัณฑ์ชีวภาพปราบโรคแมลงศัตรูพืช ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง จากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สามารถนำไปใช้ในการปลูกพืชที่ต้องการ การรับรองระบบการจัดการคุณภาพ GAP พืชและเกษตรอินทรีย์ (Organic) ได้รับการรับรองจากสำนักพัฒนาระบบ และการรับรองมาตรฐานสินค้าพืชให้เป็นปัจจัยการผลิตที่สามารถใช้ในการผลิตพืชอินทรีย์ ตามมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ ของกรมวิชาการเกษตร (Organic Thailand) สามารถละลายน้ำได้ 100 % ไม่ก่อให้เกิดปัญหาหัวฉีดอุดตัน

ผ่านการทดสอบความเป็นพิษที่เรียกว่า LD50 ทดสอบแล้วว่ามีความปลอดภัยมากกว่าน้ำปลา ประมาณ 10 เท่า ทำให้สามารถวางใจได้ว่าจะไม่เป็นอันตรายต่อคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการใช้เทคโนโลยีในการผลิตทีทันสมัย มีมาตรฐานในการผลิต และยังมีระบบการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า (QC) สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุก Lot ของการผลิต

ท่านผู้อ่านและพี่น้องเกษตรกรที่ต้องการทางเลือกใหม่ในการเพาะปลูกหรือประกอบอาชีพเกษตรกรรม ก็สามารถที่จะนำไปใช้ทดแทนสารเคมีกำจัดศัตรูหรือยาฆ่าแมลงกันได้นะครับ อย่างเช่น

เสือตัวที่หนึ่ง อินดิวเซอร์ (Inducer) คือไตรโคเดอร์ม่า ควบคุมทำลายหรือยับยั้งเชื้อราในดิน สาเหตุโรคพืชทั้งราชั้นสูงและราชั้นต่ำ เช่น ทำลายเชื้อราพิเทียม (Pythium spp.) สาเหตุโรคเน่าระดับดิน กล้ายุบ กล้าเน่า โคนเน่า โรคยอดเน่าในพืชไร่ มะเขือเทศ พืชผักชนิดต่างๆ ทำลายเชื้อราไฟทอฟเทอร่า (Phytopthora spp.) สาเหตุโรคราที่ทำให้ผลร่วง ดอกร่วง ใน ลำใย ลิ้นจี่ โรคดอกรวงในทุเรียน โรครากเน่า-โคนเน่า ใน พริก ทุเรียน ส้ม มะนาว พริกไท แตงโม แตงกวา แตงร้าน มะเขือเทศและโรคเน่าเข้าไส้ในกล้วย ฯลฯ

ทำลายเชื้อราสเคอโรเทียม (Sclerotium spp.) สาเหตุโรค โคนเน่า โรคกล้าไหม้ ราเม็ดผักกาด โรคเหี่ยวในพืชผักชนิด ต่าง ๆ มะเขือเทศ พืชไร่ สตรอเบอรี่ มันฝรั่ง 4. ทำลายเชื้อราไรซอกโทเนีย (Rhizoctonia spp.) สาเหตุโรคเน่าคอดิน กล้ายุบ กล้าเน่า ทำให้ทุเรียนเป็นโรคใบติด ทำลายเชื้อราคอลเลทโททริกัม (Colletotrichum spp.) สาเหตุโรคแอนแทรคโนสในมะม่วง องุ่น ฝรั่ง พุทรา ชมพู่ มะละกอ พริก หอมหัวใหญ่ หอมแบ่ง หอมแดง กระเทียม มันฝรั่ง ทำลายเชื้อราอัลเทอนาเรีย (Alternaria spp.) สาเหตุโรคโรคใบจุดเน่าในพืชตระกูลกระหล่ำ เช่น ผักคะน้า ผักกาดขาว กระหล่ำดอก กระหล่ำปลี บรอคโครี่ สตรอเบอรี่ มันฝรั่ง พริก ทำลายเชื้อรา ฟิวชาเรียม (Fusarium spp.) สาเหตุโรคใบไหม้ในไม้ผล พืชไร่ พืชผักชนิดต่างๆ ตลอดจนไม้ดอก ไม้ประดับ ฯลฯ

ต่อไปเป็นเสือตัวที่สอง คัทอ๊อฟ (CutOff) คือเชื้อราขาว บิวเวอร์เรีย ไว้สำหรับป้องกันกำจัดศัตรูพืชพวกแมลง สามารถทำลายแมลงได้หลายชนิดทำลายแมลงโดยผลิต เอนไซม์ที่เป็นพิษต่อศัตรูพืช และเป็นเชื้อราที่อาศัยและกินเศษซากที่ผุพัง (Saprophyte) การเข้าทำลายแมลงของเชื้อราบิวเวอเรีย เมื่อทำการฉีดพ่นสปอร์เชื้อรา คัทอ๊อฟ (บิวเวอร์เรีย) ตกติดอยู่กับผนังลำตัวแมลงเข้าสู่ตัวแมลงทางผนังลำตัว รูหายใจ บาดแผลบนผนังลำตัว ความชื้นเหมาะสมกับการงอก สปอร์จะแทงทลุผิวหนังลำตัว เชื้อราจะงอกสู่ช่องว่างลำตัวแมลงเจริญเติบโตสร้างเส้นใยมากมายทำลายแมลง เมื่อแมลงตาย เส้นใยจะแทงผ่านผนังลำตัวแมลงออกสู่ภายนอกตัวแมลง  สปอร์ของ คัทอ๊อฟ (บิวเวอร์เรีย) จะแพร่กระจายไปตามลม ฝนหรือติดกับตัวแมลง เชื้อรา คัทอ๊อฟ (บิวเวอร์เรีย) จึงสามารถขยายพันธุ์ต่อได้ และเมื่อสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมก็จะ ทำลายแมลงศัตรูต่อไป

ผลิตภัณฑ์กำจัดปลวก ฟอร์แทรน (For Tran) หรือชื่อสามัญว่า เมาะไรเซี่ยม เป็นเชื้อราที่มีสีเขียวหม่น เป็นเชื้อจุลินทรีย์ชนิดหนึ่งที่มีการนำมาใช้ในการควบคุมแมลงศัตรูพืชหลาย ชนิด อย่างกว้างขวาง จัดเป็นศัตรูธรรมชาติที่สำคัญของด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นอ้อย (Dorysthenes buqueti Guerin.) สามารถทำลายด้วงหนวดยาวได้ทุกระยะ ตั้งแต่ระยะที่เป็นไข่จนถึงตัวเต็มวัย    สามรถทำลายระยะที่เป็นหนอนได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์          จัดว่าเป็นการควบคุมโดยชีววิธีที่มีประสิทธิภาพมากวิธีหนึ่ง รวมทั้งเชื้อราเมตตาไรเซี่ยม สามารถมีชีวิตอยู่ในดินได้นานกว่า 3 ปี ทำให้มีระยะการควบคุมได้นาน

เสือตัวที่สาม เชื้อรา ฟอร์แทรน (For Tans) เมธาไรเซี่ยมสามารถควบคุมและทำลายแมลงได้โดย เมื่อเชื้อราเมตตาไรเซี่ยมเข้าสู่แมลงทางผิวหนัง หรือช่องว่างของลำตัวรวมทั้งจะสร้างเอนไซม์เพื่อช่วยย่อยผนังบางส่วนและงอก สปอร์แทงผ่านลำตัวเข้าไป เจริญ และเพิ่มปริมาณทำให้แมลงเกิดโรค ตายในที่สุด แมลงที่ตายด้วยเชื้อราฟอร์แทรน (For Tans) เมธาไรเซี่ยม จะมีลักษณะลำตัวแข็งมีเชื้อราขึ้นปกคลุมลำตัวภายนอกเป็นสีเขียว ซึ่งระยะเวลาในการทำลายจะเร็วหรือช้า ขึ้นกับสภาพแวดล้อมได้แก่อุณหภูมิ ความชื้นและแสงสว่าง ที่เหมาะสมคือ อุณหภูมิ 25-30 องศาเซลเซียส ความชื้น มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ส่วนแสงแดด มีรังสียูวีจะมีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา นอกจากนี้ความรุนแรงของเชื้อ จะรุนแรงมากหรือน้อย ยังขึ้นกับลักษณะพันธุกรรมของเชื้อ ความแข็งแรง หรือภูมิต้านทานของแมลงอีกด้วย

ส่วนเสือตัวที่สี่ ไบโอแทค (BioTact) คือจุลินทรีย์ชีวภาพที่ชื่อว่า บาซิลลัส ธูริงจิเอนซิส เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ค้นพบได้จากธรรมชาติ และสามารถพบได้ทั่วไป จัดเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในวิธีการกำจัดหนอนแบบปลอดสารพิษ ซึ่งไม่มีสารตกค้างอันตรายใด ๆ และสามารถนำไปกำจัดหนอนได้หลากหลายชนิด เช่น หนอนกระทู้ หนอนใยผัก หนอนหลอดหอม หนอนคืบกะหล่ำ หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนแปะใบส้ม หนอนร่านกินใบปาล์ม เนื่องจากการออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงสูง ในการทำลายหนอนเท่านั้นจึงมีความปลอดภัยสูงต่อมนุษย์และสัตว์เลือดอุ่นรวมทั้งปลา นก และแมลงมีประยชย์ที่ช่วยผสมเกสรเช่น ผึ้ง ต่อแตน เป็นต้น

และเสือตัวสุดท้ายที่จะช่วยเกษตรกรให้ปลอดภัยไร้สารพิษคือ ไบโอเซ็นเซอร์ (Biosensor) ผลิตภัณฑ์จากจุลินทรีย์ที่เป็นมีความสามารถในการกำจัดโรคพืชได้ทั้งราและบัคเตรี ได้รับการคัดเลือกว่ามีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันกำจัดโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราที่สำคัญในประเทศไทย เช่น โรคกรากเน่า โคนเน่า โรคผลเน่าของทุเรียน พริกไทย พืชตระกูลส้ม มะนาว มะละกอ สับปะรด และยางพาราที่เกิดจากเชื้อรา ฟัยท็อปทอร่า(phytophthora spp.) โรคเกล้าเน่ายุบ ในพืชตระกูลแตง มะเขือเทศ ถั่ว พริก ผักชนิดต่างๆ และไม้ดอกไม้ประดับที่เกิดจากเชื้อเรา พิธเธียม (Pythium spp), ไรซอคทอเนีย (Rhizogtonia spp), และ สเคอโรเที่ยม (Sclerotium spp.) และที่โดดเด่นเป็นพิเศษคือ ไบโอเซ็นเซอร์ (Biosensor) สามารถกำจัดเชื้อราที่เป็นศัตรูของเห็ดได้เกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นราดำ ราเขียว ราขาว ราเหลือง ราเมือก ฯลฯ โดยที่ ไบโอเซ็นเซอร์ (Biosensor) จะทำอันตรายต่อเห็ดแต่อย่างใด

ก็ขออนุญาตฝากไว้ให้พี่น้องเกษตรกรลองพิจารณานำไปใช้เป็นทางเลือกทดแทนสารเคมีที่เป็นพิษต่อตัวเราและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในระยะยาว ทำให้ต้นทุนทางธรรมชาติของลูกหลานเราในอนาคตลดน้อยถอยลงทุกวันโดยมีสารพิษปนเปื้อนอยู่นั่นเองนะครับ

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

รู้ยัง!!!…..ว่า ไบโอแทค ใช้ปราบหนอนต่างๆ แทนสารเคมีได้ แถมปลอดภัยกว่าน้ำปลาถึง 10 เท่า

May 15, 2016

รู้ยัง!!!…..ว่า ไบโอแทค ใช้ปราบหนอนต่างๆ แทนสารเคมีได้ แถมปลอดภัยกว่าน้ำปลาถึง 10 เท่า

อาชีพเกษตรกรรมในปัจจุบันนี้รู้ว่าจะรุ่งเรืองเฟื่องฟู้งเป็นที่สนอกสนใจในกลุ่มคนหลากหลายสาขาอาชีพ แม้แต่ดารา นางแบบหรือนักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นก็ยังอยากจะมาเป็นชาวนา โดยเฉพาะการทำเกษตรในรูปแบบที่ปลอดภัยไร้สารพิษ นับวันจะยิ่งได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ….ทีเดียวเชียวนะครับ

หลังจากที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ปล่อยของ….เฮ้ย! ไม่ใช่นะครับ….ปล่อยผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมา 5 ตัวที่เกี่ยวกับชีวภาพป้องกันกำจัดโรคแมลงทดแทนสารเคมีที่เป็นพิษอันตราย เพื่อให้เกษตรกรใช้เป็นทางเลือก และส่งผลไปยังผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศหรือจะเรียกว่าทั่วโลก (ที่เขานำเข้าผักผลไม้จากประเทศไทยไป) ได้มีโอกาสที่จะได้รับประทานอาหารที่ปลอดภัยไร้สารพิษมากขึ้น

วันนี้ 1 ใน 5 เสือจุลินทรีย์ชีวภาพที่ผมจะมาแนะนำคุณๆให้รู้จักก็คือ ไบโอแทคครับ ไบโอแทค นี้ก็คือจุลินทรีย์ บาซิลลัส ธูริงจิเอนซิส (Bacillus Thuringiensis spp) ถือว่าเป็นปรสิตสำหรับหนอนมีคุณสมบัติในการทำให้หนอนเจ็บป่วย ล้มตาย หยุดการทำลายพืชผัก ผลไม้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น หน่อไม้ฝรั่ง ถั่วฝักยาว มะเขือ คะน้า เมล่อน ผักบุ้ง ฯลฯ

“ไบโอแทค” คือจุลินทรีย์หรือเชื้อแบคทีเรียที่ความจริงแล้วสามารถหาได้จากธรรมชาติ และสามารถพบได้ทั่วไป จัดเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในวิธีการกำจัดหนอนแบบปลอดสารพิษ ซึ่งไม่มีสารตกค้างอันตรายใด ๆ และสามารถนำไปกำจัดหนอนได้หลากหลายชนิด เช่น หนอนกระทู้ หนอนใยผัก หนอนหลอดหอม หนอนคืบกะหล่ำ หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนแปะใบส้ม หนอนร่านกินใบปาล์ม

การทำงานของ “ไบโอแทค” นั้นจะเป็นการออกฤทธิ์แบบเฉพาะเจาะจงสูง ในการทำลายหนอนเท่านั้น จึงมีความปลอดภัยสูงต่อมนุษย์และสัตว์เลือดอุ่นรวมทั้ง ปลา นก และแมลงมีประยชย์ที่ช่วยผสมเกสรเช่น ผึ้ง ต่อแตน เป็นต้น

แต่เจ้า “ไบโอแทค” นั้นก็จัดว่าเป็นจุลินทรีย์หรือแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่สามารถถูกทำลายโดยรังสีอุลตร้าไวโอเลต (UV) จากแสงแดด ดังนั้นเวลาจะใช้งานเค้า ควรฉีดพ่นตอนเย็นแดดอ่อนๆ จะช่วยยืดอายุจุลินทรีย์ชีวภาพ “ไบโอแทค” บนต้นพืชให้มีประสิทธิภาพอยู่ได้นาน

เทคนิคอีกอย่างหนึ่งนะครับ ในการใช้งาน “ไบโอแทค” คือต้องสังเกตว่า แมลงศัตรูพืชบางชนิด เช่น หนอนใยผัก หนอนคืบกะหล่ำ มักอาศัยกัดกิน อยู่ด้านล่างของใบ ดังนั้นการพ่นให้ครอบคุลมบริเวณส่วนบนและล่างของใบพืชด้วยจะจะสามารถควบคุมหนอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปรับหัวฉีดเครื่องพ่นยาให้ละอองเล็กที่สุดจะช่วยใหละอองเชื้อจุลินทรีย์ “ไบโอแทค” เกาะผิวใบได้ดี

การใช้งาน “ไบโอแทค” จะให้เกิดประโยชน์ที่ดียิ่งขึ้นควรผสมสารจับใบ (ม้อยเจอร์แพล้นท์) ในการฉีดพ่นทุกครั้ง ตามอัตราที่แนะนำ และควรใช้แต่เนิ่นๆ เมื่อสำรวจตรวจพบหนอนวัยหนึ่ง หนอนวัยสองที่มีขนาดตัวเล็กๆ จะให้ผลในการควบคุมดีกว่าในช่วงที่พบหนอนตัวใหญ่  และที่สำคัญไม่ควรผสมจุลินทรีย์ชีวภาพ “ไบโอแทค” กับสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ในคราวเดียวกัน เนื่องจากสารฯ บางชนิดอาจะทำให้จุลินทรีย์ “ไบโอแทค” เสื่อมประสิทธิภาพลงได้

เนื่องจากจุลินทรีย์ชีวภาพ “ไบโอแทค” จะต้องใช้ระยะเวลาในการออกฤทธิ์ วันแรกอาจจะทำให้หนอนไม่สบาย เป็นอัมพฤต หยุดนิ่ง หยุดการทำลายแต่ยังไม่ตายในทันที และต้องใช้ระยะเวลา 2 – 3 วัน หนอนจึงจะตาย ดังนั้นการใช้อัตราสูงกว่าคำแนะนำไม่ช่วยให้หนอนตายเร็วขึ้น การใช้อัตราต่ำกว่าคำแนะนำจะส่งผลให้แมลงและหนอนไม่ตายและทำความเสียหายแก่ผลผลิตจึงใช้ “ไบโอแทค” ตามอัตราที่แนะนำ

เมื่อพบการระบาดของหนอนรุนแรง ควรฉีดพ่นตามอัตราที่แนะนำโดยการพ่นติดต่อกัน 2 ครั้ง ระยะห่าง 3 – 4 วัน จะช่วยลดความเสียหายได้ดีกว่าการพ่นเพียงครั้งเดียว โดยการที่มีทางเลือกมากขึ้นในการใช้จุลินทรีย์ชีวภาพ และเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนทัศนคติด้วยการหยุด การใช้สารพิษทางการเกษตร และหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่ปลอดภัยไร้สารพิษในการผลิตหรือปลูกปลูกผัก ผลไม้ หรือสาขาอาชีพเกษตรกรรมกต่างๆ

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

เพิ่มมูลค่าผลผลิต เพิ่มยอดขายได้คุณค่า ควรหาเครื่องหมาย GAP และ Q

May 15, 2016

เพิ่มมูลค่าผลผลิต เพิ่มยอดขายได้คุณค่า ควรหาเครื่องหมาย GAP และ Q

เดี๋ยวนี้เกษตรกรยุคก้าวหน้าหลายท่านได้ปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องของการเพิ่มมูลค่าสินค้าผลผลิตภาคการเกษตรให้มีราคาและคุณค่าเพิ่มมากขึ้นต้องทำอย่างไร….แหม!..คิดว่าหลายๆ ท่านที่อยู่ในวงการนี้ก็น่าจะทราบกันเป็นอย่างดีแล้วนะครับว่า…ก็ต้องหาสิ่งที่มาการันตีให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจ แน่ใจ (make sure) ว่าผลิตภัณฑ์ของเรานั้นมีคุณภาพปลอดภัยไร้สารพิษจริงๆนั่นนะซิครับ

แต่ก็อีกนั่นแหละใช่ว่าจะได้กันมาง่ายๆ นะครับ (แบบถูกต้องขาวสะอาด…อิอิ) เพราะการทำให้ได้มาตรฐาน ถูกต้อง เจ้าหน้าที่เขาก็จะต้องตรวจสอบ เข้มงวด และค้นหาแหล่งที่แบบตรวจสอบย้อนกลับ ว่าเราได้ฉีดพ่นใส่ปุ๋ย ยา ฮอร์โมนอะไรลงไปบ้าง ผลิตภัณฑ์ที่นำมาใส่ นำมาฉีดจะต้องมีแหล่งที่มาอย่างชัดเจน มิฉะนั้นบรรดาท่านๆ เขาก็จะอาจจะไม่อนุมัติให้สัญญลักษณ์ GAP และ Q แก่เรามาได้ง่ายๆ

ก่อนที่จะไปพัฒนาผลผลิตของเราให้ได้มาตรฐาน เราก็มาทำความรู้จักคำว่า GAP กันสักนิดนะครับ G นี้หมายถึง Good = ดี, A = Agricultural, P = Practice แปลรวมๆ กันหมายถึง การทำเกษตรในทางที่ดีมีความปลอดภัยนั่นเองครับ โดยเขาจะเฝ้าดูเราตั้งแต่เริ่มกระบวนการผลิต การเตรียมพันธุ์ การปลูก การบำรุง ดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว ตลอดไปจนถึงการปฏบัติหลังการเก็บเกี่ยวโน่นเลยทีเดียวเชียวล่ะครับ แต่ก็ไม่ต้องไปซีเรียสกับชื่อและรายละเอียดมากนักหรอกดอกนะครับ เอาเป็นว่าทำอย่างไรให้ผู้บริโภคปลอดภัย ใส่ใจ สร้างจิตสำนึกรับผิดชอบสังคมและผู้บริโภคเพียงเท่านี้…ผมก็คิดว่าคุณๆ คงจะทำได้ไม่ยาก…..เพียงเริ่มแค่จิตสำนึกที่ดีของตนเอง….ทุกๆสิ่งก็จะดีตามมาอย่างแน่นอนครับ

ส่วนเครื่องหมายรับรอง Q ก็คือ เครื่องหมายรับรองที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศใช้เพื่อแสดงถึงการให้การรับรองสินค้าเกษตรและอาหาร ว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่ประกาศโดยหรือได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ในด้านความปลอดภัยอาหาร (food safety) และด้านคุณภาพที่จำเป็น อืห์ม ค่อนข้าวยาวนิดนึงนะครับ แต่ก็ยังมี Q อีกตัวหนึ่งนะครับ ที่เป็นระดับ พรีเมี่ยม

เครื่องหมายรับรอง Q Premium คือ เครื่องหมายรับรองที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เหมือนกัน ประกาศใช้เพื่อแสดงถึงการให้การรับรองสินค้าเกษตรและอาหาร ว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่ประกาศโดยหรือได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ในด้านความปลอดภัยอาหารและด้านคุณภาพที่จำเป็น นอกจากนี้สินค้าเกษตรและอาหารต้องมีการคัดแยกชั้นคุณภาพ หรือมีการผลิตและจัดการเป็นพิเศษ เพื่อให้สินค้ามีคุณภาพอยู่ในระดับพิเศษ ตามเกณฑ์เฉพาะสินค้าที่กำหนดในมาตรฐาน เรียกว่าถ้าได้สัญลักษณ์ทั้งสามอย่างนี้ไป สินค้าเกษตรของเราก็จะมีคนนิยมมากขึ้นแบบชัวร์ ๆ เลยล่ะครับ

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

ผมอยากให้คุณๆ มาทำเกษตรปลอดสารพิษจังเลยนะครับ

May 15, 2016

ผมอยากให้คุณๆ มาทำเกษตรปลอดสารพิษจังเลยนะครับ

คุณรู้ไหมว่าการทำเกษตรปลอดสารพิษนั้นช่วยประเทศชาติได้มากมายเลยทีเดียวเชียวนะครับ  เพราะว่าการเกษตรของไทยเราในปัจจุบันนั้นส่วนใหญ่ของประเทศจะนิยมชมชอบการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ต้องนำเข้าปีหนึ่งๆ เป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาท ……ไม่เชื่อลองไปดูข้อมูลตัวเลยการนำเข้าวัตถุอันตรายของกรมวิชาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรกันดูได้นะครับ
การทดลองทำการเกษตรที่ไม่ใช้สารพิษ ความจริงก็เริ่มโดยการปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้แบบประหยัดมัธยัสให้กับครอบครัวของเราเองก่อนก็ได้ครับ เป็นการฝึกวิทยายุทธ์ให้แก่กล้าไปในตัว เผื่อวันหน้ามีโอกาสได้ทำฟาร์มโน่น นี่ นั่น ก็จะได้มีประสบการณ์ ไม่ต้องไปนับหนึ่งใหม่

เทคนิควิธีการในการทำเกษตรปลอดสารพิษ ก็ไม่มีอะไรมากนะครับ เพียงแต่เราต้องเข้าใจบริบทองค์รวมทั้งหมด ว่าพืชนั้นต้องอาศัยปัจจัยใดบ้างที่ใช้ในการเจริญเติบโต ใช่ว่าจะปลูกแบบทิ้งๆ ขว้างๆ แล้วรอให้โรคแมลงเข้ามารบกวน แล้วจึงไปซื้อปุ๋ย ยา ฮอร์โมนมาใช้ในตอนใกล้จะโคม่า ซึ่งทำให้ต้องสิ้นเปลืองและยึดติดกับยาฆ่าแมลงที่มีฤทธิ์แรงๆ ได้ผลเร็วๆ จึงทำให้ต้องสิ้นเปลืองต้นทุนเพิ่มมากขึ้น……….เพราะหนอน แมลง ก็จะมีการพัฒนากลายพันธุ์ตามไปด้วย

การที่เราศึกษาหาข้อมูลว่าองค์ประกอบของการเจริญเติบโตของพืชจะต้องใช้ดินที่มีความโปร่งฟูร่วนซุย ระบายถ่ายเทน้ำดี มีค่าความเป็นกรดและด่างอยู่ที่ระหว่าง 5.8-6.3 ซึ่งจะช่วยทำให้แร่ธาตุและสารอาหารในดินเดิมละลายออกมาเป็นประโยชน์ต่อพืชได้ง่าย (เป็นการใช้ทรัพยากรดินให้คุ้มค่า) ส่วนแร่ธาตุอื่นๆ ที่เมื่อเราปลูกไปสักพักและมีประสบการณ์เพิ่มมากขึ้นก็จะทราบว่า พืชยังต้องการธาตุอะไรอีกบ้าง เช่น ธาตุหลัก ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ธาตุรอง แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน ธาตุเสริม เหล็ก ทองแดง แมงกานีส สังกะสี โบรอน โมลิบดินั่ม นิกเกิ้ล ฯลฯ

และความจริงยังมีธาตุพิเศษอีกสองตัวนะครับ ที่มีความสำคัญในการเร่งโตให้กับพืช และเป็นแร่พิเศษ (พิเศษ มิได้หมายถึง วิเศษมหรรศจรรย์นะครับ) คือพืชจะมีหรือไม่มีในเซลล์ของเขาก็ได้ แต่ถ้ามีก็จะช่วยทำให้เซลล์พืชแข็งแกร่ง ต้านทานต่อโรคแมลงเพลี้ยหนอน รา และไร ได้ ….สองตัวนี้คือ ซิลิสิค แอซิด กับ ไคโตซาน มีความสำคัญมากเลยนะครับต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะประเทศที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องเกษตรปลอดสารพิษ เกษตรอินทรีย์ เพราะเจ้าสองตัวนี้จะช่วยลดการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจากต่างประเทศ ช่วยการสูญเสียเงินตราออกนอกประเทศ

การปลูก การทาน พืชผักที่ปลอดภัยไร้สารพิษ ช่วยทำให้สุขภาพของเราดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บแบบตายผ่อนส่งในระยะบั้นปลายท้ายชีวิต อีกอย่างหนึ่งก็ถือว่าเป็นการทำบุญทำทานให้กับผู้บริโภคทั่วไปที่มักอยากได้พืชผักที่ไม่มีสารพิษเจือปน เป็นทางเลือกในการมีอาหารที่ สด สะอาด ปลอดภัยไว้รับประทานกัน…..แต่ที่ได้มากที่สุดก็เห็นจะไม่พ้นเป็น “ตัวเรา” นั่นเองครับ

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

ฝนกำลังจะมา….กลางเดือนพฤษภา…ตระเตรียมสระน้ำประจำฟาร์มส่วนตัว

May 15, 2016

ฝนกำลังจะมา….กลางเดือนพฤษภา…ตระเตรียมสระน้ำประจำฟาร์มส่วนตัว

ปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ทำให้กิจกรรมการเพาะปลูกของไทยเราซบเซาลงไปไม่ใช่น้อย แต่ถ้าจะพูดแบบปลอบใจตนเองก็ต้องคิดเสียว่า…ไช่จะมีแต่เพียงเราที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งนี้ประเทศเดียวนะครับ ทั้งอินเดีย จีน ยุโรป อเมริกา ก็โดนด้วยเช่นกัน เพียงแต่ว่าจะมากหรือน้อยกว่าเท่านั้นเอง

แว่วๆว่า จะมีปรากฎการณ์ลาณีญา ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ตรงข้ามกับ เอลณีโญ (ภัยแล้ง) จะเกิดขึ้นกลางเดือนพฤษภาคมนี้ของบ้านเรานะครับ ก็ภาวนาให้การพยากรณ์ของนักวิทยาศาสตร์เขาแม่นๆหน่อยเท๊อะ….อิอิ! เพราะ “น้ำท่วม เขาว่าดีกว่าฝนแล้ง” ดังที่คุณศรคีรี ศรีประจวบ ได้ร้องไว้ในอดีต

แต่สิ่งที่พวกเราชาวเกษตรปลอดสารพิษจะต้องตระเตรียมกันก็คือ การตระเตรียมแหล่งกักเก็บน้ำประจำฟาร์มของตนเองกันนะครับ ไปสำรวจตรวจตราแก้ปัญหาการรั่ว การซึม ดูซิว่า…บ่อ สระ ของเรานั้นมีขยะมูลฝอย ตื้นเขินไปมากน้อยเพียงใด ทำการขุด ลอก ถาก ถาง ให้สะอาด

ถ้าเป็นพื้นที่ดินทราย การกักเก็บน้ำไม่อยู่ ให้รีบไปหา สารอุดบ่อ กับ สเม็คไทต์ มาใส่ไล้ลูบให้ทั่วพื้นบ่อ เมื่อฝนตกลงมาพื้นบ่อเค้าจะได้มีความพร้อมในการรองรับ กักเก็บน้ำฝนนะครับ

หลังจากนั้นถ้าอยากจะให้มีเมือกจากธรรมชาติมาช่วยเสริมอีกแรง ก็ใช้มูลสัตว์หว่านกระจายหลังจากที่มีน้ำในบ่อเรียบร้อย หรือจะใส่กระสอบป่าน ห่อผ้ามุ้งเขียว มุ้งตาข่าย ผูกมัดกับเสาเหลักปักไว้ตามจุดต่างๆ พอน้ำเริ่มเขียว ๆ ก็ยกขึ้นจากบ่อ เพราะถ้าปล่อยไว้เดี๋ยวจะเน่านั่นเองครับ…..เมื่อน้ำเริ่มเขียว แสดงว่าการสร้างตะไคร่น้ำ เมือกธรรมชาติ เริ่มทำงานแล้ว ก็จะไปเสริมกับเจ้าสารอุดบ่อด้านล่าง ทำให้เรามีบ่อหรือสระหน้ำประจำไร่นา ต้นทุนต่ำกว่า การปูด้วยแผ่นพลาสติกมากว่าหลายเท่าตัว เหมาะกับอาชีพเกษตรกรรมที่ต้องการทำแบบพอเพียง ฝนชนฝน หรือบางครั้งถ้าไม่ปล่อยให้น้ำแห้ง ก็ฝน ชน กับหลายฝน……ฝากคุณๆ ลองไปทำกันดูนะครับ จะได้มีน้ำไว้ปลูกผักตักหญ้ากันได้ทั้งปี ทั้งฤดูฝน

 

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com